ของด Update หรือเพิ่มข้อมูล หรือว่าวิจารณ์ พูดคุย ไปอีก 1 ปี เนื่องจากเจ้าของ Blog มีภารกิจสำคัญต้องเตรียมสอบเข้า ซึ่งตั้งปณิธานไว้ว่าจะ(พยายาม)ไม่เล่น NET อีกต่อไป โดยทั้งนี้ไม่แน่อาจจะแวะเข้ามาบ้างตอนช่วงประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 แต่ที่ยังไม่แน่อีกก็คืออาจะเลย 1 ปี เนื่องจากพอถึงปิดเทอมหน้าอาจจะติดภารกิจสอบอีก ไปจนถึงเดือนเมษายน จึงขออนุญาตงดการอัพเดท Blog ไว้ก่อน และการกลับมายังไม่ค่อยแน่นอนสักเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณที่ติดตามกันมาครับ

เรื่องนี้จะไม่ขอพูดมากนะครับ พอดีว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เลยยุ่งๆนิดหน่อย

เริ่มเรื่องที่ แจ๊ค ฟูลเลอร์ (Ashton Kutcher) หนุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจต่อหน้าที่การงาน เลยทำให้เขาถูกไล่ออก แจ๊คเลยไปเที่ยวที่ลาส เวกัส ที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพนันหลากหลายรูปแบบ และการผ่อนคลายแบบสุดเหวี่ยง ผลก็คือทำให้เขาได้เจอกับสาวนาม จอย แมคแนลลี่ (Cameron Diaz) ที่ผิดหวังในความรักหลังจากคู่แต่งงานบอกเลิก จึงมาปลดปล่อยที่นี่ พร้อมทั้งแต่ละฝ่ายก็ยังพาเพื่อนมาด้วยกันอีก

แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้จอยและแจ๊คพบกันในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะระบบของโรงแรมทำงานผิดพลาด หลังจากคลี่คลายเรื่องห้องพักสำเร็จ แจ๊คก็ชวนจอยไปสนุกกันด้วยการกินเหล้า และเล่นพนันอย่างอื่นๆกันในค่ำคืนนั้นจนลืมตัว พอตื่นมาในตอนเช้า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงรีบเตรียมหย่าทันที แต่พอยังไม่ได้ทำอะไร ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้รับเงินจากการเล่นและได้แจ๊กพอตเป็นเงินจำนวนหลายล้าน(เหรียญสหรัฐฯ) โดยทั้งสองก็อ้างว่าเป็นเงินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจาก เป็นเหรียญของจอย แ่ต่แจ๊คเอาไปใส่และโยกจนได้แจ๊กพอต พอขึ้นศาล ทั้งศาลก็ให้ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาไปก่อน 6 เดือน จนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าพยายามประคับประคองชีวิตสมรสไปได้ตลอด งานนี้ทั้งสองจะทำได้สำเร็จหรือไม่ คงต้องไปดูกันเอาเอง

หนังไม่ได้มีอะไรมากครับ ดูเหมือนว่าจะขายดารากันอย่างเดียวและบทก็คงเดิมๆ และเดาๆได้อยู่แล้วสำหรับแนว โรแมนติก/คอเมดี้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ที่แม้จะดูหน้าตาไม่หน้าเอามาลงในช่วงซัมเมอร์ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจ (ต่อจากเรื่อง Iron Man) ด้วยมุกตลกและท่าทางที่ดูเอาูเพลินๆ และดาราที่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่จุดขาย แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับเล่นได้ดีเหมือนกัน ดูเข้าขากันดีมากๆ ดูสนุกก็เพลินๆ น่ารักๆ ดีครับ

ประทับใจส่วนตัวครับี่

4.5/5

ปล. สงสัยว่าทำไม 6 เดือนมันเร็วขนาดนั้น ถ้าหนังอยากจะถึงฉากจบเร็วๆ หนังก็น่าจะทำให้คนดูเชื่อถือหน่อยว่าูมันผ่าน 6 เดือนไปได้จริงๆแล้ว(ในหนัง) แต่พอดูแล้วกลับคิดว่าผ่านไปแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งดูแล้วทำใหรู้สึกแปลกๆ สะดุดอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้

หนังแนวสยองขวัญ-ดราม่าของจากนิยายขายดีีของ Stephen King ที่ได้ลงจอเป็นเรื่องแรก

เรื่องของ แครี่ ไวท์ (Sissy Spacek) หญิงสาวที่ได้รับความกดดันและมักจะถูกกดดันบ่อยๆจากเพื่อนักเรียนด้วยกัน และแม่ของเธอ (Piper Laurie) ผู้คลั่งศาสนา และไม่เคยสนใจลูกอย่างจริงๆจังๆ ทำให้เธอเริ่มมีพลังจิตที่จะทำร้ายใครต่อใครได้ และเมื่อโดนแกล้งในงานพรอมของโรงเรียน ทำให้เธอเริ่มใช้พลังจิตนั้นฆ่าคนอื่น

หนังไม่ได้ออกไปในทางสยองขวัญมากนักนะครับ แต่จะออกไปในแนวดราม่า มากกว่า เพราะแครี่ โดนความกดดันจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ในนิยายต้นฉบับเขียนไว้ว่า แครี่เป็นสาวอ้วนเตี้ย คอเป็นชั้นๆ แต่พอ Sissy Spacek มาทดสอบบท ก็ทำให้ผู้กำกับตัดสินใจเลือกใช้เธอทันที

อีกเรื่องหนึงที่ต้องชมก็คือการถ่ายมุมกล้องและการตัดต่อในการที่เธอถูกหัวเราะเยาะนั้น ทำออกมาได้ดี รวมถึงฉากที่แสดงให้เห็นถึงการดีใจจนสติหลุดในระหว่างการเต้นรำ ทำให้ออกมาดีมากๆในแง่ดราม่า ส่วนความสยองขวัญก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่อาจะไม่ถึงกับสยองมาก

3.5/5

หนังเล่าถึงยุคที่มีการทำสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในสเปน โอฟีเลีย (Ivana Baquero) เด็กหญิงผู้กำพร้าพ่อตั้งแต่เล็ก ต้องเดินทางขึ้นเขากับแม่ผู้ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ ไปหาผู้กองวีดัล(Sergi López) ผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการกำจัดพวกต่อต้านฝั่งตน และหวังอย่างมากที่จะได้ลูกเป็นลูกผู้ชายสืบสกุลในท้องของแม่โอฟีเลีย

แต่ในระหว่างการเดินทาง เด็กหญิงกลับได้พบกับแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆตัวหนึ่ง และทำให้เธอสงสัยว่ามันต้องการจะนำเธอไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเธอก็ตามมันไปจนได้พบกับ ฟอน สัตว์ในเทพนิยาย ที่เชื่อว่าเธอเป็นเจ้าหญิงกลับมาเกิดใหม่ และเพื่อว่ามั่นใจเขาจึงต้องมอบหมายภารกิจให้เธอ 3 อย่าง ในขณะที่พ่อเลี้ยงของเธอก็กำลังพบกลุ่มต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจินตนาการของโอฟีเลียจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่คนเราจะเลิกอยู่ทำสงคราม ทะเลาะ วิวาท และเลิกใช้ความเห็นแก่ตัวซะที หนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการกำกับและเขียนบทที่พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิมของ Guillermo del Toro พร้อมกับการที่มีเสียงดนตรีประกอบช่วยและการกำกับภาพและองค์ประกอบศิลป์ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด รวมไปถึงตัวละครและการแสดงของนักแสดงด้วย

และสุดท้าย…ผมอยากจะบอกว่า หนังเรื่องนี้คือหนังที่ผมเสียน้ำตาให้มากที่สุด!!

4.5/5

ชายคนหนึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่ต้องประสบอุบัติเหตุในระหว่างหน้าที่ในการถ่ายรูปที่สนามแข่งรถ ทำให้ขาหักข้างหนึ่งและใส่เฝือก ไปไหนมาไหนไม่ได้

ชายอีกคนหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่สูญเสียพ่อไปต่อหน้าต่อตา โดยโทษว่าเป็นความผิดของเขา หนึ่งปีต่อมา เขายังทำใจไม่ได้ จึงมีเรื่องกับอาจารย์ในโรงเรียนบ่อยๆทำให้โดนลงโทษกักบริเวณอยู่ในบ้าน

ทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งอายุ และรูปร่าง แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ “ความสงสัยที่ว่าเพื่อนบ้านของเขาจะเป็นฆาตกร”

ชายคนแรกคือ แอล บี เจฟเฟอร์รี่ (James Stewart) ชายวัยกลางคน(?)ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของเขา เนื่องจากเขาขาหักจากการอุบัติเหตุในงานถ่ายรูปหนักมากขนาด 7 สัปดาห์ยังไม่หาย ทำให้ต้องใส่เฝือกและนั่งรถเข็น โดยไม่มีสิ่งใดทำนอกจากดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างตรงหน้าเขา โดยหวังว่าอีกสัปดาห์หนึ่งคงจะถอดเฝือกได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครซะทีเดียว เพราะยังมีแม่บ้าน สตีล่า (Thelma Ritter) ที่คอยมานวดและจัดการความเรียบร้อยต่างๆ มีนิสัยชอบทำนายและสร้างสมมติฐานขึ้นมาจากเหตุผล รวมไปถึง ลิซ่า คาร์รอล เฟรมองต์ (Grace Kelly) หญิงสาวนำแฟชั่นที่เจฟเฟอร์รี่หลงรัก แต่ไม่ยอมแต่งงานซะที เพราะนิสัยและความชอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลิซ่าเป็นคนหรูหรา ใส่เสื้อผ้ามากันไม่ซ้ำแต่ละวันๆ ส่วนเจฟชอบความสบาย เรียบๆง่ายๆ ซึ่งรสนิยมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเข้าหากันได้เพื่อที่จะได้แต่งงานซะที ส่วนเขาคิดว่าเขาดีเกินไป คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีทั้ง คุณนายขี้เหงาที่อยู่ชั้นล่าง คู่สามี-ภรรยาใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน คุณทอร์โซ นักแต่งเพลง หญิงนักเต้นบัลเลย์ หญิงที่มีหมาและชอบนอนบนระเบียง รวมไปถึงคุณและคุณนายธอร์วาร์ด

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คุณธอร์วาร์ดกลับออกจาบ้านไปตอนดึกๆ และกลับมาตอนหัวค่ำ พร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วย และพอวันต่อมา เขาก็เห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับตัวธอวอร์ดเมื่อภรรยาของเขาหายไป ทำให้เจฟเฟอร์่และแฟนสาวของเขาสงสัยและเรียกนักสืบ โทมัส ดอยส์ (Wendell Corey) เพื่อนเก่าของเขาให้มาสืบ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อเขา จนกระทั่งคุณธอร์วาร์ดทำตัวเริ่มผิดสังเกต

หนังของ ส่วนมากมักจะสอดแทรกประเด็นเรื่อง ผู้ชาย-ผู้หญิง โดยให้ตัวผู้หญิงมีปัญหากับผู้ชายบ่อยๆ ในเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีประเด็นนี้เข้าไป พร้อมกับประเด็นที่อเมริกาชอบที่จะเล่นเป็นผู้เฝ้าดูโดยผ่านตัวกลางหรือสื่อกลาง(ในเรื่องหมายถึงกล้อง)แม้การจ้องมองและแอบดูคนอื่นอยู่นั้นจะเป็นผลดี แต่จะถูกมองว่าเป็นการรุกรานและก่อให้เกิดปัญหากับหลายฝ่าย (ในอเมริกาช่วง 1940-1950 มีการรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ซึ่งการการปลุกปั่นยุยงให้จับตาดูคนที่น่าสงสัย ดังนั้น สังคมอเมริกันในตอนนั้นจึงมีแต่คนหวาดระแวงกันมาก)

และตามเคยหนังที่เขากำกับ จะต้องมีตัวเขาโผล่มาด้วย ในเรื่องนี้เขาโผล่มาช้าหน่อย ซึ่งถ้าใครสังเกตไม่ทันก็อาจจะพลาดไม่ได้ ส่วนการเล่นแสง-เงา ก็ยังเป็นช่วงที่ได้อารมณ์มากๆ โดยเฉพาะฉากจบและฉากชาย-หญิง โดยการใช้โคมไฟ 3 ตัวเล่น แสง-เงา และด้วยการใส่เสียงดนตรี ซึ่งบางทีถ้าสังเกตดีๆ จะคล้องกับความหมายของคนที่อยู่ในฉาก(?)ในบางช่วง ทำให้หนังดูมีเสน่ห์ และการใส่ดนตรีในช่วงไคลแมกซ์ รวมไปถึงช่วงตื่นเต้น ก็ทำให้หนังออกมาดี รวมถึงการที่ไม่ต้องใส่ดนตรีเข้าไปเพราะมีฉากที่คนเล่นดนตรีอยู่แล้ว ทำให้ดูเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ โดยฉากที่อยู่ในเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นโดยการเซ็ตฉากขึ้นมาในสตูดิโออีกเช่นกัน

คำว่า Rear Window ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คงหมายถึง หลังหน้าต่าง (Rear -หลัง, Window - หน้าต่าง) ซึ่งก็แปลได้ 2 ความหมายอีกนั่นก็คือ ผู้ที่เฝ้าดูอยู่เบื้องหลังอยู่หลังหน้าต่างซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือผู้ที่อยู่หลังหน้าต่างที่เป็นผู้ถูกสังเกตการณ์ แต่ความจริงอล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายก็สามารถเป็นทั้งผู้ถูกสังเกตการณ์และเป็นผู้สังเกตการณ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่เขาเป็นผู้สังเกตการณ์ก็เปรียบเหมือนสะท้อนสังคมแต่ละรูปแบบแตกต่างกันออกไป

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับ เคล (Shia LaBeouf) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทำใจไม่ได้กับการจากไปของพ่อ ทำให้เกิดความกดดันและมีเรื่องชกต่อยกับครูถึงหลายครั้ง และในที่สุด ก็โดนทำโทษโดยการกักบริเวณภายในบ้าน โดยมีแม่ที่ตัดเทคโนโลยีความบันเทิงภายในบ้านไปหมด จนกระทั่งมีสาวย้ายมาอยู่ข้างบ้านเขาคือ แอชลีย์ (Sarah Roemer) ที่เขาหลงรัก และรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่พอใจ จนเขามองไปมองมาก็ไปสงสัยชายเพื่อนบ้านอีกคนนั่นคือ โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ (David Morse) ที่มีหลักฐานตรงกับข่าวเกี่ยวกับชายที่ฆ่าหั่นศพหญิงสาวพอดี

หนังพยายามที่จะทำตัวแปลกใหม่ โดยการใส่ทั้งอารมณ์ตลก โรแมนติค เข้าไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะมากกว่า สิ่งที่แตกต่างอีกเรื่องนั่นก็คือ Plot เรื่องมีบังคับกับตัวละคร ถึงแม้ Rear Window จะไม่ได้มีฉากออกไปสืบหรือหลบหนีไปข้างนอกอย่าง Disturbia แต่ก็ระทึกกว่า ในสถานการณ์ที่ไปไหนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ Rear Window มีดีกว่าเยอะ แม้ Disturbia จะเจาะจงให้มองจุดใดจุดหนึ่งเนื่องจากหน้าต่างแคบ และเป็นบ้าน ไม่ใช่อพาร์ทเม้นท์ที่มีหน้าต่างใหญ่กว่า

เรื่องแรกพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากนัก มีแค่ กล้องถ่ายรูป+เลนส์ซูม+เฟลช+กล้องส่องทางไกล ต่างกับเรื่องหลังโดยสิ้นเชิงที่ทำดูเหมือนว่าจะได้เปรียบมากกว่าเนื่องจากมีทั้ง กล้องวิดิโอ+กล้องรักษาความปลอดภัย+กล้องส่องทางไกล และสิ่งอื่นๆ ด้วยจำกัดของกาลเวลาและยุค Rear Window ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีน้อยกว่าก็สามารถทำให้หนังระทึกได้ทั้งๆที่ถ่ายจากมุมมองในห้องอย่างเดียว

แต่สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือตัวเอกที่มีความอยารู้อยากเห็นและสงสัยเหมือนกัน มีคนไม่เชื่อเหมือนกันตามสูตร และถึงแม้เรื่อง Disturbia จะอ้างว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบมาจาก Rear Window โดยการทำตัวให้แตกต่างจากหนังเรื่องหลัง แต่ถึงไม่บอกก็รู้ว่าถ้าคนที่เคยดูทั้ง 2 เรื่องมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าลอก Plot คล้ายๆกันมา

ถ้าให้เปรียบเทียบกับทั้ง 2 เรื่อง ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนไหนชอบแนวไหน ถ้าชอบแบขอคิดหน่อยก็ต้องเรื่องแรก แต่ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นก็น่าจะชอบ Disturbia มากกว่า(แต่ผมไม่ใช่) เนื่องจากมีฉากที่ต้องตื่นเต้นแบบสมัยใหมมากกว่า่ (ในเว็บบอร์ด IMDb มีคนเขียนว่า Disturbia เจ๋งกว่า ใหม่กว่าตั้งหลายเท่ากว่า Rear Window ที่เขาบอกว่าน่าเบื่อ เมื่อถามว่าอายุเท่าไหร่ เขาก็ตอบว่าอายุ 15 ปี) และเมื่อไม่ว่าดูจากมุมมองเรื่องยุคสมัย สิ่งที่มีจำกัดในขณะนั้น ก็ต้องบอกว่า Rear Window เหนือกว่าในแง่นั้น แต่ถ้าเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องกระตุ้นอารมณ์ของชายหนุ่มวัยรุ่นก็คงต้องเป็น Disturbia

Rear Window >> 5/5

Disturbia >> 4/5

หนัง Superhero อีกเรื่องที่สร้างจากการ์ตูนของ Marvel ที่คราวนี้ขอเป็นสตูดิโอทำหนังเอง ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกย้ายค่ายมาหลายค่าย

งานนี้ก็ได้ผู้กำกับหนังแฟนตาซีอย่าง Jon Favreau ที่เคยผ่านการกำกับมาแต่หนังครอบครัวอย่าง Elf (2003) และ Zathura (2005) ซึ่งเขาก็ได้มากำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

เรื่องของ โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) หนุ่มเพลย์บอลเจ้าของกิจการบริษัทที่ผลิตอาวุธให้กับทางรัฐบาล เมื่อเขาไปนำเสนองานจรวดใหม่ในตะวันออกกลางเขาก็กลับเป็นผู้โดนถล่มจากคนแถวนั้นซะเอง แถมยังโดนบังคับว่าให้สร้างและประกอบจรวดขึ้นมาอีก แต่พอ สตาร์คไม่ยอม เขาจึงสร้างเกราะและชุดเหล็กติดอาวุธเพื่อหลบหนีเสียเอง

จริงๆมีคนมาเสนอตัวมาเล่นเป็น สตาร์ค เยอะนะครับ อย่า่งเช่น Nicolas Cage หรือแม้แต่ Tom Cruise เอง แต่เมื่อโปรเจกต์ยืดเยื้อมาก และผู้กำกับก็ปฏิเสธ กลับนำเอา Robert Downey Jr. มาแทน สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า Robert นั้นเคยเสพโคเคน และเข้ารับการบำบัดในชีวิตจริงมาแล้ว โดยในการ์ตูน สตาร์คก็เป็นคนติดเหล้าและเคยตกต่ำที่สุดในชีวิตมาแล้วเช่นกัน

ดูรวมๆแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นเป็นพิเศษ เนื่องด้วยมีดนตรีประกอบจังหวะแรงๆมาเป็นดนตรีประกอบเกือบทั้งเรื่อง และด้วยความมันส์สะใจที่มีอยู่ในตัว และถึงแม้ Plot เรื่องจะออกแนวธรรมดาเหมือนหนัง Superhero ทั่วๆไปบ้าง แต่ก็สร้างความมันส์และระทึกได้อย่างดีในฉากท้ายๆเรื่องครับ

สรุปคือ ประทับใจครับ ไม่เวอร์ไป หรือน้อยไป กลางๆดี

3.5/5

ปล. จบหนังแล้วอย่าเพิ่งลุกออก เพราะมีฉากเล็กๆน้อยๆหลังหนังจบด้วย แล้วใครที่เคยอ่านการ์ตูนของ Marvel น่าจะชอบใจเป็นพิเศษ

Posted by: tok07 | May 1, 2008

North by Northwest (1959)

ก่อนที่หนังเรื่อง Psycho (1960) จะสร้างชื่ออย่างมากมายให้กับ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังระทึกขวัญ/สืบสวน จนคนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ทำให้คนดูได้ทึ่งและลุ้นระทึกไปกับหนังของเขามาแล้วหลายเรื่อง ดังเช่นหนึ่งในผลงานกำกับของเขาเรื่อง North by Northwest (1959) เรื่องนี้

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของ Hitchcock ต่อจากเรื่อง Vertigo (1958 ) ที่ถึงแม้จะได้รับคำวิจารณ์ดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านเงินเท่าไหร่นัก ในเรื่องนี้ Alfred Hitchcock จึงขอแก้ตัวโดยเปลี่ยนพล็อตให้เป็นแนวขายตลาดมากยิ่งขึ้นโดยได้คนเขียนบท Ernest Lehman (คนเขียนบทที่เข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัล รวมถึง Sabrina (1954) หนังตลกของผู้กำกับ Billy Wilder) ซึ่งได้พล็อตนี้จาก Hitchcock ผู้ซึ่งได้รับการแนะนำจากนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาอีกทอดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของสายลับในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆ

และเนื่องจากผู้กำกับต้องการให้เป็นหนังระทึกขวัญเอาใจตลาด จึงนำ Cary Grant มาร่วมงานอีกเป็นครั้งที่สี่ ทั้งๆที่ James Stewart เคยมาเสนอตัว เนื่องจาก Hitchcock กลัวคนเบื่อ เพราะเขาเคยรับบทหนังเรื่อง Vertigo (1958 ) มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเรื่องนี้ Grant ก็แสดงเป็นตัวเอก โรเจอร์ ฮอร์นฮิล ชายหนุ่มในบริษัทโฆษณาชาวนิวยอร์ค ที่อยู่ดีๆก็ถูกองค์กรที่เขาไม่รู้จักจับตัวไป และอ้างว่าเขาชื่อ จอร์จ คาเพลน โดยใครๆต่างก็รู้จักเขาหมด และเมื่อในที่สุดเขาไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวอะไรกับองค์กรนี้ด้วย เขาจึงปฏิเสธความร่วมมือไป ทำให้โดยเมายา และเกือบตกน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงออกตามหา จอร์จ คาเพลนตัวจริง โดยในระหว่างทาง เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน และเขาจึงหลบหนีจนไปเจอกับ อีฟ แคนเดล (Eva Marie Saint) โดยต่างคนต่างก็ตกหลุมรักกัน

และตามเคย ในหนังทุกเรื่องของ Hitchcock จะต้องมีตัวเขาออกมาโผล่แจมในฉากหนังด้วยเสมอ ถึงแม้จะเป็็นฉากเล็กๆก็ตาม โดยทำให้คนดูต้องจ้องว่าเขาจะมาปรากฎตัวในฉากไหน และหนังเกือบทุกเรื่องจะต้องมีฉากประทับใจและกล่าวขานต่อๆกันมาอยู่เสมอ ในเรื่องนี้คือฉากที่ ฮอร์นฮิล ต้องโดนเครื่องบินไล่ตาม ในทุ่งโล่งๆ กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการถ่ายฉากใน UN ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำ ทาง Hitchcock จึงซ่อนกล้องไว้ถ่ายทำ โดยจัดแบบจำลองห้องขึ้นมาอีกที และฉากภูเขาใน Rushmore ที่ซึ่งมีการแกะสลักรูปหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการถ่ายในสตูดิโอทั้งหมด โดยต้องระวังไม่ให้มีการฆ่ากันบนนั้นเด็ดขาด

ไตเติ้ลก็ยังเป็นอีกหนึ่งฉากที่เรียกเสน่ห์และแฝงความหมายในตัวมันเองได้อย่างดี ในเรื่องนี้ใช้การตีกรอบในมุมเอียง (หรืออีกมุมของมุมสูง) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในนิวยอร์คแออัดยัดเยียดมากมายของผู้คน

4.5/5

Posted by: tok07 | April 29, 2008

City Lights (1931)

ภาพยนตร์ตลกอีกเรืองของนักแสดงตลก(รวมทั้งผู้กำกับ)ผู้ยิ่งใหญ่ Charlie Chaplin (หรือ Charles Chaplin)

เรื่องของชายพเนจร (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ชื่อนี้ แต่คนมักเรียกว่า The Tramp หรือ คนพเนจร) ที่เดินไปเดินมาในเมืองไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดคนหนึ่ง (Virginia Cherrill) ที่ทำให้เขาหลงรัก ต่อมาด้วยความบังเอิญเขาก็ได้เป็นเพื่อนของเศรษฐีชายขี้เมาผู้หนึ่ง และหลังจากสืบจนได้ความว่าหญิงตาบอดผู้นี้มีฐานะยากจน+ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่า ทำให้เขาหาทางที่จะหาเงินมาโดยเร็วที่สุดมาให้ได้ แม้แต่การเก็บสิ่งปฏิกูลตามทาง การชกมวย หรือไปจนถึงการขโมย!

ตัวละครชายพเนจรของ Chaplin นั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเรียกเสียงฮาได้อย่างเดียว เพราะจิตใจของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความดี แม้จะเงอะงะ ทื่อๆหน่อยก็ตาม เขามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยหญิงตาบอด และช่วยเศรษฐีจากการฆ่าตัวตาย จากความปรารถนาดีของ”ชายพเนจร”คนนี้

“เพราะพรุ่งนี้นกยังส่งเสียงร้อง” ประโยคที่ชายพเนจรพูดกับเศรษฐี ที่หมายถึง แม้แต่นก ซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ทุกๆวันมันก็ยังส่งเสียงร้อง แม้ว่าชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็ยังส่งเสียงร้อง ไม่มีเรื่องของการฆ่าตัวตาย หรือท้อแท้ในชีวิต ต่างกับคนซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต”ชั้นสูง”ที่ถึงแม้จะมีสมองใหญ่กว่า แต่ก็กลับอยากจะฆ่าตัวตาย ไม่อยากอยู่ต่อสู้ชีวิต หลบหนีสังคม หนีปัญหาโดยวิธีการผิดๆ ฯลฯ มีปัญหามากมาย แต่สัตว์ที่เราเรียกว่า สัตว์ชั้น”ต่ำ” บางทีกลับยังมีสมองและความคิดมากกว่ามนุษย์เสียอีก สัตว์ชั้น”สูง”ยังชอบไปทำลายสัตว์ชั้น”ต่ำ”มากกว่าเลย เพราะฉะนั้น สัตว์ชั้น”สูง” บางทีก็น่าจะทำตัวและมีความคิดที่ดีๆหน่อยนะครับ อย่างเช่นการฆ่าตัวตาย เกิดมาในชีวิตหนึ่ง อย่าทำชีวิตสูญเปล่าไปกับการกระทำของเรา(หรือของคนอื่น)เพียงครั้งเดียว แต่ให้มองภาพกว้าง เปิดโลก เปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นอีกนิด มองการแก้ปัญหาต่อการกระทำของเรา การปรับปรุง แก้ไขในสิ่งต่างๆที่ผ่านมาแล้ว และคุณจะเห็นว่าโลกนี้มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ทำอีกมากมาย

ต้องยอมรับครับว่าสมัยนี้หาหนังเก่าดูได้ยากมาก โดยเฉพาะหนังเงียบ แต่ในที่สุดผมก็ได้ดูเรื่องนี้เป็นหนังเงียบเรื่องแรก และหนังของ Chaplin เรื่องแรกอีก เพราะหนังแฝงตลกมากับท่าทางและการกระทำของชายพเนจร และมีเรื่องให้ซึ้งๆในตอนท้ายอีก รับรองว่าหนังเงียบ แต่ไม่เงียบทางอารมณ์และความฮาแน่นอน ในตอนจบ แม้จะไม่มีเสียงหรือคำพูดในเยอะแยะ แต่ก็ซาบซึ้งกินใจในอารมณ์และความรู้สึกได้พอสมควรครับ

ในตอนแรกที่หนังเริ่มสร้างนั้น เป็นช่วงยุคการมาของหนังมีเสียงครับ (ช่วงปี 1930) แต่ Chaplin ก็ตัดสินใจที่จะสร้างเป็นหนังเงียบครับ และใช้ดนตรีมาช่วยในเรื่องของอารมณ์แทน

หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหนังเงียบนั้นก็มีดีกว่าหนังบางเรื่องที่ถึงแม้จะมีเสียงแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

5/5

Posted by: tok07 | April 27, 2008

We Own the Night (2007)

ตัวหลักของพล็อตเรื่องนี้อาจจะเดิมๆไปบางนะครับ ก็คือเรื่องของ บ็อบบี้ กรีน (Joaquin Phoenix) ชายหนุ่มผู้เป็นผู้บริหารผับ และมีชีวิตเหลวไหลไปวันๆหนึ่ง โดยมีพี่ชายตำรวจของเขาและพ่อของเขา เป็นตำรวจที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งโดยสิ้นเชิงกับเขา

แต่แล้ววันหนึ่ง พี่กับพวกตำรวจของเขาก็กลับมาบุกค้นผับของเขาและเขาโดนจับรวบตัวไป โดยปล่อยเจ้าพ่อขนส่งยาเสพติดภายในผับ วาดิม (Alex Veadov) ไป เพราะน้องเขาไม่ให้ความร่วมมือด้วย

แต่แล้วบ็อบบี้ก็ต้องเลือก เมื่อพี่ชายของเขาโดยพวกของวาดิมยิง และบาดเจ็บสาหัส ทำให้เขาต้องคิดว่าจะเลือกยืนอยู่ฝ่ายไหน

พล็อตก็ตามท้องเรื่องเดิมๆนะครับ ประมาณพล็อตแนวเจ้าพ่อ ไม่มีจุดอะไรหักมุมมากนัก และก็เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริงนะครับ เป็นเรื่องที่ทำให้ดูเหมือนเรื่องจริงแต่ที่จริง ผู้กำกับและคนเขียนบท James Gray เป็คนเขียนขึ้นมาเองครับ เป็นอันว่าหนังไม่ได้ประทับใจมากนัก ออกแนวเดิมๆ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่มากครับ ประมาณว่าได้ดาราดังๆ ฝีมือรุ่นพี่มาแต่ก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่มากนัก

3.5/5

Airplane! คือหนังล้อเลียน หรือหนัง Spoof รุ่นแรกๆ ที่ทำออกมาได้สนุกและตลก

ก่อนอื่น คุณต้องถามตัวเองว่า ชอบหนังที่ไม่คิดอะไรมากไหม และเคยดูหนังเรื่องที่เขาเอามาล้อรึเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ผมก็แนะนำสำหรับเรื่องนี้ แต่โดยส่วนตัวผมชอบในระดับหนึ่ง ไม่ได้ชอบในระดับที่ถึงกับว่ามากนัก ก็เพราะว่าผมไม่เข้าใจมุกที่เล่นเกี่ยวกับดารา และท่าทางของดาราต่างๆ (คนรุ่นเก่าๆ ที่เคยดูหนังเยอะๆมากๆน่าจะรู้) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ฮาซะทีเดียวนะครับ เพราะว่า มันมีมุกเกี่ยวกับท่าทางที่ชวนตลกได้อยู่เหมือนกัน

โครงเรื่องของเรื่องนี้ทำออกมาเชิงๆจะล้อเลียนหนังหายนะทั้งหลายที่สร้างมาในยุคสมัยนั้นครับ เริ่มที่ในสนามบินแห่งหนึ่ง เท็ด สไตร์เกอร์ (Robert Hays) ออกตามหาแฟนสาวของเขาที่เป็นแอร์โฮสเตส จนถึงขนาดนั่งเครื่องบินตามไปด้วย ระหว่างทางก็เจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ทั้ง การที่ผู้โดยสรรวมถึงผู้ควบคุม มีอาการแปลกๆ หลังจากกินอาหารเข้าไป จนทำให้ต้องหาคนมาคุมเรื่องบินโดยด่วน

สำหรับเรื่องนี้ผมคงไม่ว่าอะไรมากนะครับ ถ้าคุณเป็นนักดูหนังในช่วง 60-70 และรู้จักบุคลิกท่าทางของดารานักแสดงอยู่บ้างก็น่า่จะเข้าใจและตลกไปกับมันได้ครับ ส่วนคนที่เกิดไม่ทันและไม่รู้จักอะไรใครเลย ก็น่าจะดูเพลินๆไม่คิดมากอะไรไปกับหนังไม่เหมือนกัน

3.5/5

Older Posts »

Categories