Posted by: tok07 | July 27, 2009

Stuffilm

Stuffilm the reel world!!

Posted by: tok07 | April 8, 2009

Waterloo Bridge (1940) วิมานรัก

แนว โรแมนติก ดราม่า ในช่วงสงคราม

เห็นหน้าปกแล้วตกใจ นึกว่าเป็นเรื่องวิมานลอยฉบับใหม่ซะอีก แถมชื่อไทยยังคล้ายกันอีก (สงสัยหนังที่นำแสดงโดยวิเวียน ลีห์ต่อไปถ้าไทยซื้อลิขสิทธิ์หนังออกมาเรื่องต่อไปอีกคงต้องมีชื่อ วิมาน… นำหน้าแน่ๆ (แอบคิดเล่นๆว่าถ้าเอา A Streetcar Named Desire มาลงแผ่นในไทย คงจะตั้งชื่อว่า วิมาน(?)ปรารถนา ) ยังดีที่จั่วหน้าปกว่าเป็นหนังของ Vivien Leigh เรื่องแรกหลังจาก Gone with the Wind (ที่จริงเรื่อง 21 Days มาก่อนนะครับ ฉายก่อนหน้าจากเรื่องนี้ห่างไม่ถึงเดือน แต่อย่างที่ว่านะครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์แผ่นของ WB นิครับ ก็เลยขายดารากันซะหน่อย (ที่จริงมีโฆษณามาตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้ว) ) เอ๊ะ! นี่เราพล่ามอะไรเนี่ย

เข้าเรื่องดีกว่า เป็นเรื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมันดีพอ ดี ทำให้บ้านเมืองกระสับกระส่าย จนวันหนึ่งขณะกำลังหนีไปที่หลบภัย รอย โครนิน (Robert Taylor – ในเรื่องไว้หนวดคล้ายๆ Clark Gable เลยแหะ แต่ดูเล็กๆกว่า) ก็ได้พบกับสาวระบำนาม ไมรา (Vivien Leigh) และตกหลุมรักกันทันที

แต่ไม่ใช่ว่าความรักของทั้งสองจะไม่มีอุปสรรคมาขวางกั้น เพราะมาดามที่สอนเธอเต้นระบำนั้นเข้มงวดกีดกันไม่ให้เธอไปพบกับรอย จนเธอต้องแอบหนีออกมา และทั้งสองได้ตัดสินใจแต่งงานกันในทันที ก่อนที่ฝ่ายชายจะไปรบในสงคราม แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อรอยโดนเรียกตัวไปในสงครามทันที โดยไมราไม่ทันได้กล่าวลาอย่างเป็นพิธี เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และดูท่าว่าความรักของทั้งสองอาจจะลงเอยไม่ได้ด้วยดี…

ตัวหนังนั้นสร้างมาจากบทละครของ Robert E. Sherwood นะครับ ซึ่งตอนแรกนั้นถูกทำออกมาเป็นหนังในปี 1931 มาก่อนแล้วนะครับ (ดูเหมือนฉบับเก่าจะมีตัวละครครบมากกว่า (รู้สึกว่าจะมี Bette Davis เล่นด้วย) แต่อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ เพราะผมไม่เคยอ่านบทละครเรื่องนี้) แต่เรื่องนี้โด่งดังมากกว่า โดนเนื้อเรื่องตอนแรกจะเล่าถึงการประกาศสงครามกับเยอรมันในเดือนกันยายน ปี 1939 (หนังฉายปี 1940) ซึ่งสงครามยังโลกครั้งที่สองยังไม่จบเลยนะครับ

นับว่าแม้จะน้ำเน่าไปนิดตามประสาหนังโรแมนติก แต่พอดูจบแล้วนี่ประทับใจมากๆเลยล่ะครับ เสียดายตอนจบบอกไม่ได้ กลัวจะดูไม่สนุก แต่แหม… ซึ้งกินใจจริงๆ และแถมยังมีเพลง Auld Lang Syne แบบมีแต่ทำนองบรรเลงในบางฉากอีก ผมนี่ฟังแล้วคิดว่ามันเหมาะกับหนังจริงๆครับ แม้ว่าจะถูกร้องในฉากที่เศร้าๆก็ตาม (ความรู้สึกคล้ายๆกับ It’s Wonderful Life ทีเดียวแหละครับ)

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงนำทั้งสองต่างบอกว่าเป็นหนังในดวงใจเลย ครับ (ถ้านับแค่หนังที่แต่ละคนเคยเล่นมา) โดนหนังยังได้ชิงออสการ์ 2 สาขาด้วยละครับ คือสาขากำกับภาพขาว-ดำ กับสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม (ถึงแม้จะพลาดรางวัลไป แต่ทั้งสองที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนั้นก็ได้รางวัลในสาขาเดียวกันจาก เรื่องอื่นแทนครับ)

มีเกร็ดเล็กนิดหนึงครับ ฉากตอนบรรเลงเพลง Auld Lang Syne ที่พระเอกกับนางเอกเต้นรำกันในตอนแรกนั้น มีบทพูดระหว่างนั้นด้วยนะครับ แต่ปรากฎว่าไม่มีใครจำคำพูดที่ถูกได้ ผกก.ก็เลยตัดสินใจนาทีสุดท้ายว่าจะตัดบทพูดออก ก็เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ และที่สำคัญหนังฉายในช่วงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ครับ แถมวันฉายรอบปฐมทัศน์เป็นวันที่ เนเธอร์แลนด์โดนเครื่องบินเยอรมันถล่มที่เมืองร็อตเตอร์ดัมอีก

ส่วนสะพานวอเตอร์ลูนั้นถูกตั้งชื่อเพื่อรำลึกถึงสงครามวอเตอร์ลู ที่อังกฤษและปรัสเซียชนะการรบกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในเบลเยี่ยมครับ รายละเอียดส่วนลึกนั้นต้องไปอ่านเอาเองครับ (เห็นใจผู้น้อยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเต๊อะ ) และสะพานนี้มีความหมายกับพระเอกนางเอกมากครับ เพราะอะไรนั้นต้องดูเอาเอง

สามดาวครึ่งครับ

3.5/5

ปล. Vivien Leigh ขวัญใจยายผมยังสวยเหมือนเดิมนะครับเรื่องเนี่ย ก่อนที่จะดูโทรม(แต่ยังสวย) ในเรื่อง A Streetcar Named Desire ต่อไป

เร็วๆนี้ครับ

Posted by: tok07 | October 6, 2008

Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966)

นี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรก(บนจอหนัง)ของ Elizabeth Taylor กับ Richard Burton แต่ในระหว่างนั้นก็เป็นคู่แต่งงานในชีวิตจริงอยู่ด้วยซึ่งเข้ากับเนื้อเรื่องพอดี (ก่อนจะเลิกไปแล้วมาแต่งงานใหม่)

หนังเล่าถึงชีวิตของครอบครัวของจอร์จ (Richard Burton) และมาร์ธา (Elizabeth Taylor) ที่ดูจะมีปัญหากันหลังจากงานเลี้ยงของพ่อมาร์ธา โดยมาร์ธากลับบ้านพร้อมกับความเมามายจากงานเลี้ยง นอกจากนั้นเธอยังชวนครูและภรรยามาด้วย แต่เรื่องคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้ามาร์ธาำไม่เริ่มพูดถึงเรื่องชีวิตครอบครัวของตนเองขึ้นมาทำให้จอร์จโกรธและอับอายแขก ทำให้เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยเกมของจอร์จที่ตั้งขึ้นมา โดยมันไม่เพียงทำลายชีวิตครอบครัวของจอร์จและมาร์ธาเองเท่านั้น แต่รวมไปถึงแขกที่พวกเขาเชิญมาด้วย

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากละครเวทีของ Edward Albee แล้วถูกดัดแปลงบทด้วยฝีมือของ Ernest Lehman ที่เคยดัดแปลงบท North by Northwest และ West Side Story มาแล้ว ทำให้หนังดูเข้มข้นขึ้น โดยในเรื่องทั้งหมดส่วนใหญ่แค่ใช้ฉากในบ้านของมาร์ธาและจอร์จ รวมถึงตัวละครที่มีแค่เจ้าบ้าน 2 คน และแขกเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น รวมถึงกำกับโดยผู้กำกับ Mike Nichols ที่เขาเพิ่งจะกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก่อนที่จะมีหนังนอกใจที่มีส่วนคล้ายกันอย่าง Closer ตามมาครับ

โดยชื่อหนังนั้นเป็นการล้อเลียนเพลง Who’s Afraid of Big bad Wolf? แล้วนำชื่อนักเขียน Virginia Woolf ใส่ลงไป ซึ่งในเรื่องถูกนำมาร้อง 3 ฉากซึ่งในแต่ละฉากก็จะสื่อถึงความหมายของเพลงที่นำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันออกไป

เรื่องนี้ชิงออสการ์ไป 13 สาขานะครับ รวมถึงสาขานักแสดงนำทั้ง 4 คนด้วยครับ ซึ่งฝ่ายที่ได้ก็คือฝ่ายหญิงทั้ง 2 คนนะครับ เรียกว่าเหมาะสมคู่ควรกับรางวัลออสการ์จริงๆ เพราะเล่นกันอย่างดุเดือดมากๆ

หนังสะท้อนให้เห็นถึงหลายๆอย่างของชีวิตครอบครัวนะครับ ถ้าคุณเิริ่มเข้าสู้ชีวิตคู่นั้นก็แปลว่าคุณต้องรักกันจริงๆ และไม่มีชีวิตคู่ไหนไม่มีปัญหาหรอกครับ ต้องมีทะเลาะกันบ้าง เพียงแต่ถ้าคุณรู้จักแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีรุนแรงและไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน ชีวิตคู่ก็จะดีขึ้นเองครับ และก่อนจะมีลูกต้องตัดสินใจให้ดีๆก่อนครับ ไม่งั้นอาจพบกับผลที่ตามมาได้ ถ้าตัดสินใจยังไม่ถูกควรดูชีวิตคู่ของเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจครับ

เกือบๆ 4 ดาวครับ

4/5

แนว ดราม่า

กลับมาแล้วครับ กลับมาเร็วกว่าที่บอกไว้ ตอนนี้กำลังสับสนนะครับว่าจะย้ายไปอีก Blog ดี หรือว่าจะอยู่ Blog นี้ต่อดี เสียดายข้อมูลที่ลงไว้นะครับ

มาว่ากันถึงเรื่องนี้กันดีกว่านะครับ เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของ William Makepeace Thackeray ในยุคเดียวกับนโปเลียนเกี่ยวกับชายชาวไอริส เรดมอนด์ แบร์รี่ (Ryan O’Neal) ที่วันหนึ่งเกิดมีเรื่องกับทหารอังกฤษรุ่นใหญ่ ทำให้เขาต้องพเนจรหนีไปเมืองอื่น จนถูกปล้นระหว่างทาง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการไปเป็นทหารร่วมรบในสงครามในยุโรปที่เป็นความขัดแย้งระหว่างปรัสเซียที่มีอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุน กับอีกฝ่ายคือ ฝรั่งเศส ออสเตรีย และรัสเซีย ระหว่างสงคราม แบร์รี่ตัดสินใจหนีทัพออกมาแต่ก็โดนจับได้ พอสงครามสิ้นสุดลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ วีรกรรมที่เขาได้ทำมาคือการช่วยชีวิตนายทหารชาวปรัสเซียผู้หนึ่งไว้ทำให้เขาได้ถูกมอบหมายงานให้เป็นคนรับใช้ของผู้ดีเชื้อสายไอริสชื่อ เชวาลิแยร์ บาลิบารี่ (Patrick Magee) แต่แบร์รี่กลับเปิดเผยความจริง ชะตากรรมของแบร์รี่จะกลายเป็นผู้ดีในตระกูลอังกฤษ และตกต่ำถึงขีดสุดอย่างไรนั้นคงต้องดูกันเอาเอง

ตัวหนังเป็นการเสียดสีความจอมปลอม และเหลวแหลกของชนชั้นสูงที่เล่าออกมาในในแบบครื้นเครง และเฉียบแหลมเลยทีเดียว และเผยให้เห็นถึงชีวิตของแบร์รี่จากที่เป็นคนจนธรรมดาๆ จนมาถึงจุดสูงสุดก่อนที่จะประสบกับเคราะห์กรรมในตอนท้าย โดยอาศัยฉาก มุมกล้อง การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม รวมไปถึงดนตรีที่สุดยอดมากๆครับ ทำให้คนดูเหมือนว่าไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ รวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่อง รวมถึงในบางฉากที่ทำออกมาช้าๆเรื่อยๆ แต่นั่นก็เพื่อให้คนดูได้กดดันไปกับตัวละครในนั้นด้วย แต่ว่าการตัดต่อไปอีกฉากในอีกเหตุการณ์หนึ่งกลับรวดเร็ว (คือแต่ละฉากช้า แต่พอตัดมาอีกฉากหนึ่งกลับเป็นฉากที่เวลาผ่านไปนานก่อนหน้าฉากนั้นพอสมควร)

สรุปแล้วเรื่องนี้คือหนังของ Kubrick ที่ผมชอบมากที่สุดครับ

4.5/5

เนื่องจากมีปัญหาบางประการทั้งในด้านเวลาและการเขียน จึงเตรียม Reboot ใหม่ (อีกแล้ว) เร็วๆนี้

แล้วพบกัน ปีหน้า 2009

ของด Update หรือเพิ่มข้อมูล หรือว่าวิจารณ์ พูดคุย ไปอีก 1 ปี เนื่องจากเจ้าของ Blog มีภารกิจสำคัญต้องเตรียมสอบเข้า ซึ่งตั้งปณิธานไว้ว่าจะ(พยายาม)ไม่เล่น NET อีกต่อไป โดยทั้งนี้ไม่แน่อาจจะแวะเข้ามาบ้างตอนช่วงประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 แต่ที่ยังไม่แน่อีกก็คืออาจะเลย 1 ปี เนื่องจากพอถึงปิดเทอมหน้าอาจจะติดภารกิจสอบอีก ไปจนถึงเดือนเมษายน จึงขออนุญาตงดการอัพเดท Blog ไว้ก่อน และการกลับมายังไม่ค่อยแน่นอนสักเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณที่ติดตามกันมาครับ

Older Posts »

Categories