Waterloo Bridge (1940) วิมานรัก

แนว โรแมนติก ดราม่า ในช่วงสงคราม

เห็นหน้าปกแล้วตกใจ นึกว่าเป็นเรื่องวิมานลอยฉบับใหม่ซะอีก แถมชื่อไทยยังคล้ายกันอีก (สงสัยหนังที่นำแสดงโดยวิเวียน ลีห์ต่อไปถ้าไทยซื้อลิขสิทธิ์หนังออกมาเรื่องต่อไปอีกคงต้องมีชื่อ วิมาน… นำหน้าแน่ๆ (แอบคิดเล่นๆว่าถ้าเอา A Streetcar Named Desire มาลงแผ่นในไทย คงจะตั้งชื่อว่า วิมาน(?)ปรารถนา ) ยังดีที่จั่วหน้าปกว่าเป็นหนังของ Vivien Leigh เรื่องแรกหลังจาก Gone with the Wind (ที่จริงเรื่อง 21 Days มาก่อนนะครับ ฉายก่อนหน้าจากเรื่องนี้ห่างไม่ถึงเดือน แต่อย่างที่ว่านะครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์แผ่นของ WB นิครับ ก็เลยขายดารากันซะหน่อย (ที่จริงมีโฆษณามาตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้ว) ) เอ๊ะ! นี่เราพล่ามอะไรเนี่ย

เข้าเรื่องดีกว่า เป็นเรื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมันดีพอ ดี ทำให้บ้านเมืองกระสับกระส่าย จนวันหนึ่งขณะกำลังหนีไปที่หลบภัย รอย โครนิน (Robert Taylor – ในเรื่องไว้หนวดคล้ายๆ Clark Gable เลยแหะ แต่ดูเล็กๆกว่า) ก็ได้พบกับสาวระบำนาม ไมรา (Vivien Leigh) และตกหลุมรักกันทันที

แต่ไม่ใช่ว่าความรักของทั้งสองจะไม่มีอุปสรรคมาขวางกั้น เพราะมาดามที่สอนเธอเต้นระบำนั้นเข้มงวดกีดกันไม่ให้เธอไปพบกับรอย จนเธอต้องแอบหนีออกมา และทั้งสองได้ตัดสินใจแต่งงานกันในทันที ก่อนที่ฝ่ายชายจะไปรบในสงคราม แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อรอยโดนเรียกตัวไปในสงครามทันที โดยไมราไม่ทันได้กล่าวลาอย่างเป็นพิธี เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และดูท่าว่าความรักของทั้งสองอาจจะลงเอยไม่ได้ด้วยดี…

ตัวหนังนั้นสร้างมาจากบทละครของ Robert E. Sherwood นะครับ ซึ่งตอนแรกนั้นถูกทำออกมาเป็นหนังในปี 1931 มาก่อนแล้วนะครับ (ดูเหมือนฉบับเก่าจะมีตัวละครครบมากกว่า (รู้สึกว่าจะมี Bette Davis เล่นด้วย) แต่อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ เพราะผมไม่เคยอ่านบทละครเรื่องนี้) แต่เรื่องนี้โด่งดังมากกว่า โดนเนื้อเรื่องตอนแรกจะเล่าถึงการประกาศสงครามกับเยอรมันในเดือนกันยายน ปี 1939 (หนังฉายปี 1940) ซึ่งสงครามยังโลกครั้งที่สองยังไม่จบเลยนะครับ

นับว่าแม้จะน้ำเน่าไปนิดตามประสาหนังโรแมนติก แต่พอดูจบแล้วนี่ประทับใจมากๆเลยล่ะครับ เสียดายตอนจบบอกไม่ได้ กลัวจะดูไม่สนุก แต่แหม… ซึ้งกินใจจริงๆ และแถมยังมีเพลง Auld Lang Syne แบบมีแต่ทำนองบรรเลงในบางฉากอีก ผมนี่ฟังแล้วคิดว่ามันเหมาะกับหนังจริงๆครับ แม้ว่าจะถูกร้องในฉากที่เศร้าๆก็ตาม (ความรู้สึกคล้ายๆกับ It’s Wonderful Life ทีเดียวแหละครับ)

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงนำทั้งสองต่างบอกว่าเป็นหนังในดวงใจเลย ครับ (ถ้านับแค่หนังที่แต่ละคนเคยเล่นมา) โดนหนังยังได้ชิงออสการ์ 2 สาขาด้วยละครับ คือสาขากำกับภาพขาว-ดำ กับสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม (ถึงแม้จะพลาดรางวัลไป แต่ทั้งสองที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนั้นก็ได้รางวัลในสาขาเดียวกันจาก เรื่องอื่นแทนครับ)

มีเกร็ดเล็กนิดหนึงครับ ฉากตอนบรรเลงเพลง Auld Lang Syne ที่พระเอกกับนางเอกเต้นรำกันในตอนแรกนั้น มีบทพูดระหว่างนั้นด้วยนะครับ แต่ปรากฎว่าไม่มีใครจำคำพูดที่ถูกได้ ผกก.ก็เลยตัดสินใจนาทีสุดท้ายว่าจะตัดบทพูดออก ก็เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ และที่สำคัญหนังฉายในช่วงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ครับ แถมวันฉายรอบปฐมทัศน์เป็นวันที่ เนเธอร์แลนด์โดนเครื่องบินเยอรมันถล่มที่เมืองร็อตเตอร์ดัมอีก

ส่วนสะพานวอเตอร์ลูนั้นถูกตั้งชื่อเพื่อรำลึกถึงสงครามวอเตอร์ลู ที่อังกฤษและปรัสเซียชนะการรบกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในเบลเยี่ยมครับ รายละเอียดส่วนลึกนั้นต้องไปอ่านเอาเองครับ (เห็นใจผู้น้อยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเต๊อะ ) และสะพานนี้มีความหมายกับพระเอกนางเอกมากครับ เพราะอะไรนั้นต้องดูเอาเอง

สามดาวครึ่งครับ

3.5/5

ปล. Vivien Leigh ขวัญใจยายผมยังสวยเหมือนเดิมนะครับเรื่องเนี่ย ก่อนที่จะดูโทรม(แต่ยังสวย) ในเรื่อง A Streetcar Named Desire ต่อไป

Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966)

นี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรก(บนจอหนัง)ของ Elizabeth Taylor กับ Richard Burton แต่ในระหว่างนั้นก็เป็นคู่แต่งงานในชีวิตจริงอยู่ด้วยซึ่งเข้ากับเนื้อเรื่องพอดี (ก่อนจะเลิกไปแล้วมาแต่งงานใหม่)

หนังเล่าถึงชีวิตของครอบครัวของจอร์จ (Richard Burton) และมาร์ธา (Elizabeth Taylor) ที่ดูจะมีปัญหากันหลังจากงานเลี้ยงของพ่อมาร์ธา โดยมาร์ธากลับบ้านพร้อมกับความเมามายจากงานเลี้ยง นอกจากนั้นเธอยังชวนครูและภรรยามาด้วย แต่เรื่องคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้ามาร์ธาำไม่เริ่มพูดถึงเรื่องชีวิตครอบครัวของตนเองขึ้นมาทำให้จอร์จโกรธและอับอายแขก ทำให้เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยเกมของจอร์จที่ตั้งขึ้นมา โดยมันไม่เพียงทำลายชีวิตครอบครัวของจอร์จและมาร์ธาเองเท่านั้น แต่รวมไปถึงแขกที่พวกเขาเชิญมาด้วย

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากละครเวทีของ Edward Albee แล้วถูกดัดแปลงบทด้วยฝีมือของ Ernest Lehman ที่เคยดัดแปลงบท North by Northwest และ West Side Story มาแล้ว ทำให้หนังดูเข้มข้นขึ้น โดยในเรื่องทั้งหมดส่วนใหญ่แค่ใช้ฉากในบ้านของมาร์ธาและจอร์จ รวมถึงตัวละครที่มีแค่เจ้าบ้าน 2 คน และแขกเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น รวมถึงกำกับโดยผู้กำกับ Mike Nichols ที่เขาเพิ่งจะกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก่อนที่จะมีหนังนอกใจที่มีส่วนคล้ายกันอย่าง Closer ตามมาครับ

โดยชื่อหนังนั้นเป็นการล้อเลียนเพลง Who’s Afraid of Big bad Wolf? แล้วนำชื่อนักเขียน Virginia Woolf ใส่ลงไป ซึ่งในเรื่องถูกนำมาร้อง 3 ฉากซึ่งในแต่ละฉากก็จะสื่อถึงความหมายของเพลงที่นำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันออกไป

เรื่องนี้ชิงออสการ์ไป 13 สาขานะครับ รวมถึงสาขานักแสดงนำทั้ง 4 คนด้วยครับ ซึ่งฝ่ายที่ได้ก็คือฝ่ายหญิงทั้ง 2 คนนะครับ เรียกว่าเหมาะสมคู่ควรกับรางวัลออสการ์จริงๆ เพราะเล่นกันอย่างดุเดือดมากๆ

หนังสะท้อนให้เห็นถึงหลายๆอย่างของชีวิตครอบครัวนะครับ ถ้าคุณเิริ่มเข้าสู้ชีวิตคู่นั้นก็แปลว่าคุณต้องรักกันจริงๆ และไม่มีชีวิตคู่ไหนไม่มีปัญหาหรอกครับ ต้องมีทะเลาะกันบ้าง เพียงแต่ถ้าคุณรู้จักแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีรุนแรงและไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน ชีวิตคู่ก็จะดีขึ้นเองครับ และก่อนจะมีลูกต้องตัดสินใจให้ดีๆก่อนครับ ไม่งั้นอาจพบกับผลที่ตามมาได้ ถ้าตัดสินใจยังไม่ถูกควรดูชีวิตคู่ของเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจครับ

เกือบๆ 4 ดาวครับ

4/5

Barry Lyndon (1975) แบร์รี่ ลินดอน ขอฝันจนวันสุดท้าย

แนว ดราม่า

กลับมาแล้วครับ กลับมาเร็วกว่าที่บอกไว้ ตอนนี้กำลังสับสนนะครับว่าจะย้ายไปอีก Blog ดี หรือว่าจะอยู่ Blog นี้ต่อดี เสียดายข้อมูลที่ลงไว้นะครับ

มาว่ากันถึงเรื่องนี้กันดีกว่านะครับ เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของ William Makepeace Thackeray ในยุคเดียวกับนโปเลียนเกี่ยวกับชายชาวไอริส เรดมอนด์ แบร์รี่ (Ryan O’Neal) ที่วันหนึ่งเกิดมีเรื่องกับทหารอังกฤษรุ่นใหญ่ ทำให้เขาต้องพเนจรหนีไปเมืองอื่น จนถูกปล้นระหว่างทาง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการไปเป็นทหารร่วมรบในสงครามในยุโรปที่เป็นความขัดแย้งระหว่างปรัสเซียที่มีอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุน กับอีกฝ่ายคือ ฝรั่งเศส ออสเตรีย และรัสเซีย ระหว่างสงคราม แบร์รี่ตัดสินใจหนีทัพออกมาแต่ก็โดนจับได้ พอสงครามสิ้นสุดลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ วีรกรรมที่เขาได้ทำมาคือการช่วยชีวิตนายทหารชาวปรัสเซียผู้หนึ่งไว้ทำให้เขาได้ถูกมอบหมายงานให้เป็นคนรับใช้ของผู้ดีเชื้อสายไอริสชื่อ เชวาลิแยร์ บาลิบารี่ (Patrick Magee) แต่แบร์รี่กลับเปิดเผยความจริง ชะตากรรมของแบร์รี่จะกลายเป็นผู้ดีในตระกูลอังกฤษ และตกต่ำถึงขีดสุดอย่างไรนั้นคงต้องดูกันเอาเอง

ตัวหนังเป็นการเสียดสีความจอมปลอม และเหลวแหลกของชนชั้นสูงที่เล่าออกมาในในแบบครื้นเครง และเฉียบแหลมเลยทีเดียว และเผยให้เห็นถึงชีวิตของแบร์รี่จากที่เป็นคนจนธรรมดาๆ จนมาถึงจุดสูงสุดก่อนที่จะประสบกับเคราะห์กรรมในตอนท้าย โดยอาศัยฉาก มุมกล้อง การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม รวมไปถึงดนตรีที่สุดยอดมากๆครับ ทำให้คนดูเหมือนว่าไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ รวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่อง รวมถึงในบางฉากที่ทำออกมาช้าๆเรื่อยๆ แต่นั่นก็เพื่อให้คนดูได้กดดันไปกับตัวละครในนั้นด้วย แต่ว่าการตัดต่อไปอีกฉากในอีกเหตุการณ์หนึ่งกลับรวดเร็ว (คือแต่ละฉากช้า แต่พอตัดมาอีกฉากหนึ่งกลับเป็นฉากที่เวลาผ่านไปนานก่อนหน้าฉากนั้นพอสมควร)

สรุปแล้วเรื่องนี้คือหนังของ Kubrick ที่ผมชอบมากที่สุดครับ

4.5/5

ของด Update Blog ครั้งที่ 2

ของด Update หรือเพิ่มข้อมูล หรือว่าวิจารณ์ พูดคุย ไปอีก 1 ปี เนื่องจากเจ้าของ Blog มีภารกิจสำคัญต้องเตรียมสอบเข้า ซึ่งตั้งปณิธานไว้ว่าจะ(พยายาม)ไม่เล่น NET อีกต่อไป โดยทั้งนี้ไม่แน่อาจจะแวะเข้ามาบ้างตอนช่วงประมาณเดือนกันยายน-ตุลาคมซึ่งเป็นช่วงปิดเทอมภาคเรียนที่ 1 แต่ที่ยังไม่แน่อีกก็คืออาจะเลย 1 ปี เนื่องจากพอถึงปิดเทอมหน้าอาจจะติดภารกิจสอบอีก ไปจนถึงเดือนเมษายน จึงขออนุญาตงดการอัพเดท Blog ไว้ก่อน และการกลับมายังไม่ค่อยแน่นอนสักเท่าไหร่ แต่ยังไงก็ขอขอบคุณที่ติดตามกันมาครับ

What Happens in Vegas (2008) หนุ่มฟุ้ง สาวเฟี้ยว เปรี้ยวรักที่เวกัส

เรื่องนี้จะไม่ขอพูดมากนะครับ พอดีว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เลยยุ่งๆนิดหน่อย

เริ่มเรื่องที่ แจ๊ค ฟูลเลอร์ (Ashton Kutcher) หนุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจต่อหน้าที่การงาน เลยทำให้เขาถูกไล่ออก แจ๊คเลยไปเที่ยวที่ลาส เวกัส ที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพนันหลากหลายรูปแบบ และการผ่อนคลายแบบสุดเหวี่ยง ผลก็คือทำให้เขาได้เจอกับสาวนาม จอย แมคแนลลี่ (Cameron Diaz) ที่ผิดหวังในความรักหลังจากคู่แต่งงานบอกเลิก จึงมาปลดปล่อยที่นี่ พร้อมทั้งแต่ละฝ่ายก็ยังพาเพื่อนมาด้วยกันอีก

แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้จอยและแจ๊คพบกันในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะระบบของโรงแรมทำงานผิดพลาด หลังจากคลี่คลายเรื่องห้องพักสำเร็จ แจ๊คก็ชวนจอยไปสนุกกันด้วยการกินเหล้า และเล่นพนันอย่างอื่นๆกันในค่ำคืนนั้นจนลืมตัว พอตื่นมาในตอนเช้า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงรีบเตรียมหย่าทันที แต่พอยังไม่ได้ทำอะไร ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้รับเงินจากการเล่นและได้แจ๊กพอตเป็นเงินจำนวนหลายล้าน(เหรียญสหรัฐฯ) โดยทั้งสองก็อ้างว่าเป็นเงินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจาก เป็นเหรียญของจอย แ่ต่แจ๊คเอาไปใส่และโยกจนได้แจ๊กพอต พอขึ้นศาล ทั้งศาลก็ให้ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาไปก่อน 6 เดือน จนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าพยายามประคับประคองชีวิตสมรสไปได้ตลอด งานนี้ทั้งสองจะทำได้สำเร็จหรือไม่ คงต้องไปดูกันเอาเอง

หนังไม่ได้มีอะไรมากครับ ดูเหมือนว่าจะขายดารากันอย่างเดียวและบทก็คงเดิมๆ และเดาๆได้อยู่แล้วสำหรับแนว โรแมนติก/คอเมดี้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ที่แม้จะดูหน้าตาไม่หน้าเอามาลงในช่วงซัมเมอร์ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจ (ต่อจากเรื่อง Iron Man) ด้วยมุกตลกและท่าทางที่ดูเอาูเพลินๆ และดาราที่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่จุดขาย แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับเล่นได้ดีเหมือนกัน ดูเข้าขากันดีมากๆ ดูสนุกก็เพลินๆ น่ารักๆ ดีครับ

ประทับใจส่วนตัวครับ

4.5/5

ปล. สงสัยว่าทำไม 6 เดือนมันเร็วขนาดนั้น ถ้าหนังอยากจะถึงฉากจบเร็วๆ หนังก็น่าจะทำให้คนดูเชื่อถือหน่อยว่าูมันผ่าน 6 เดือนไปได้จริงๆแล้ว(ในหนัง) แต่พอดูแล้วกลับคิดว่าผ่านไปแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งดูแล้วทำใหรู้สึกแปลกๆ สะดุดอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้