Barry Lyndon (1975) แบร์รี่ ลินดอน ขอฝันจนวันสุดท้าย

แนว ดราม่า

กลับมาแล้วครับ กลับมาเร็วกว่าที่บอกไว้ ตอนนี้กำลังสับสนนะครับว่าจะย้ายไปอีก Blog ดี หรือว่าจะอยู่ Blog นี้ต่อดี เสียดายข้อมูลที่ลงไว้นะครับ

มาว่ากันถึงเรื่องนี้กันดีกว่านะครับ เรื่องนี้สร้างมาจากนิยายของ William Makepeace Thackeray ในยุคเดียวกับนโปเลียนเกี่ยวกับชายชาวไอริส เรดมอนด์ แบร์รี่ (Ryan O’Neal) ที่วันหนึ่งเกิดมีเรื่องกับทหารอังกฤษรุ่นใหญ่ ทำให้เขาต้องพเนจรหนีไปเมืองอื่น จนถูกปล้นระหว่างทาง และไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากการไปเป็นทหารร่วมรบในสงครามในยุโรปที่เป็นความขัดแย้งระหว่างปรัสเซียที่มีอังกฤษเป็นฝ่ายสนับสนุน กับอีกฝ่ายคือ ฝรั่งเศส ออสเตรีย และรัสเซีย ระหว่างสงคราม แบร์รี่ตัดสินใจหนีทัพออกมาแต่ก็โดนจับได้ พอสงครามสิ้นสุดลงโดยอังกฤษเป็นฝ่ายชนะ วีรกรรมที่เขาได้ทำมาคือการช่วยชีวิตนายทหารชาวปรัสเซียผู้หนึ่งไว้ทำให้เขาได้ถูกมอบหมายงานให้เป็นคนรับใช้ของผู้ดีเชื้อสายไอริสชื่อ เชวาลิแยร์ บาลิบารี่ (Patrick Magee) แต่แบร์รี่กลับเปิดเผยความจริง ชะตากรรมของแบร์รี่จะกลายเป็นผู้ดีในตระกูลอังกฤษ และตกต่ำถึงขีดสุดอย่างไรนั้นคงต้องดูกันเอาเอง

ตัวหนังเป็นการเสียดสีความจอมปลอม และเหลวแหลกของชนชั้นสูงที่เล่าออกมาในในแบบครื้นเครง และเฉียบแหลมเลยทีเดียว และเผยให้เห็นถึงชีวิตของแบร์รี่จากที่เป็นคนจนธรรมดาๆ จนมาถึงจุดสูงสุดก่อนที่จะประสบกับเคราะห์กรรมในตอนท้าย โดยอาศัยฉาก มุมกล้อง การออกแบบเสื้อผ้าหน้าผม รวมไปถึงดนตรีที่สุดยอดมากๆครับ ทำให้คนดูเหมือนว่าไปอยู่ในยุคนั้นจริงๆ รวมไปถึงวิธีการเล่าเรื่อง รวมถึงในบางฉากที่ทำออกมาช้าๆเรื่อยๆ แต่นั่นก็เพื่อให้คนดูได้กดดันไปกับตัวละครในนั้นด้วย แต่ว่าการตัดต่อไปอีกฉากในอีกเหตุการณ์หนึ่งกลับรวดเร็ว (คือแต่ละฉากช้า แต่พอตัดมาอีกฉากหนึ่งกลับเป็นฉากที่เวลาผ่านไปนานก่อนหน้าฉากนั้นพอสมควร)

สรุปแล้วเรื่องนี้คือหนังของ Kubrick ที่ผมชอบมากที่สุดครับ

4.5/5

What Happens in Vegas (2008) หนุ่มฟุ้ง สาวเฟี้ยว เปรี้ยวรักที่เวกัส

เรื่องนี้จะไม่ขอพูดมากนะครับ พอดีว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เลยยุ่งๆนิดหน่อย

เริ่มเรื่องที่ แจ๊ค ฟูลเลอร์ (Ashton Kutcher) หนุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจต่อหน้าที่การงาน เลยทำให้เขาถูกไล่ออก แจ๊คเลยไปเที่ยวที่ลาส เวกัส ที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพนันหลากหลายรูปแบบ และการผ่อนคลายแบบสุดเหวี่ยง ผลก็คือทำให้เขาได้เจอกับสาวนาม จอย แมคแนลลี่ (Cameron Diaz) ที่ผิดหวังในความรักหลังจากคู่แต่งงานบอกเลิก จึงมาปลดปล่อยที่นี่ พร้อมทั้งแต่ละฝ่ายก็ยังพาเพื่อนมาด้วยกันอีก

แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้จอยและแจ๊คพบกันในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะระบบของโรงแรมทำงานผิดพลาด หลังจากคลี่คลายเรื่องห้องพักสำเร็จ แจ๊คก็ชวนจอยไปสนุกกันด้วยการกินเหล้า และเล่นพนันอย่างอื่นๆกันในค่ำคืนนั้นจนลืมตัว พอตื่นมาในตอนเช้า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงรีบเตรียมหย่าทันที แต่พอยังไม่ได้ทำอะไร ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้รับเงินจากการเล่นและได้แจ๊กพอตเป็นเงินจำนวนหลายล้าน(เหรียญสหรัฐฯ) โดยทั้งสองก็อ้างว่าเป็นเงินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจาก เป็นเหรียญของจอย แ่ต่แจ๊คเอาไปใส่และโยกจนได้แจ๊กพอต พอขึ้นศาล ทั้งศาลก็ให้ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาไปก่อน 6 เดือน จนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าพยายามประคับประคองชีวิตสมรสไปได้ตลอด งานนี้ทั้งสองจะทำได้สำเร็จหรือไม่ คงต้องไปดูกันเอาเอง

หนังไม่ได้มีอะไรมากครับ ดูเหมือนว่าจะขายดารากันอย่างเดียวและบทก็คงเดิมๆ และเดาๆได้อยู่แล้วสำหรับแนว โรแมนติก/คอเมดี้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ที่แม้จะดูหน้าตาไม่หน้าเอามาลงในช่วงซัมเมอร์ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจ (ต่อจากเรื่อง Iron Man) ด้วยมุกตลกและท่าทางที่ดูเอาูเพลินๆ และดาราที่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่จุดขาย แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับเล่นได้ดีเหมือนกัน ดูเข้าขากันดีมากๆ ดูสนุกก็เพลินๆ น่ารักๆ ดีครับ

ประทับใจส่วนตัวครับ

4.5/5

ปล. สงสัยว่าทำไม 6 เดือนมันเร็วขนาดนั้น ถ้าหนังอยากจะถึงฉากจบเร็วๆ หนังก็น่าจะทำให้คนดูเชื่อถือหน่อยว่าูมันผ่าน 6 เดือนไปได้จริงๆแล้ว(ในหนัง) แต่พอดูแล้วกลับคิดว่าผ่านไปแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งดูแล้วทำใหรู้สึกแปลกๆ สะดุดอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้

Pan’s Labyrinth (2006) อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต

หนังเล่าถึงยุคที่มีการทำสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในสเปน โอฟีเลีย (Ivana Baquero) เด็กหญิงผู้กำพร้าพ่อตั้งแต่เล็ก ต้องเดินทางขึ้นเขากับแม่ผู้ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ ไปหาผู้กองวีดัล(Sergi López) ผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการกำจัดพวกต่อต้านฝั่งตน และหวังอย่างมากที่จะได้ลูกเป็นลูกผู้ชายสืบสกุลในท้องของแม่โอฟีเลีย

แต่ในระหว่างการเดินทาง เด็กหญิงกลับได้พบกับแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆตัวหนึ่ง และทำให้เธอสงสัยว่ามันต้องการจะนำเธอไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเธอก็ตามมันไปจนได้พบกับ ฟอน สัตว์ในเทพนิยาย ที่เชื่อว่าเธอเป็นเจ้าหญิงกลับมาเกิดใหม่ และเพื่อว่ามั่นใจเขาจึงต้องมอบหมายภารกิจให้เธอ 3 อย่าง ในขณะที่พ่อเลี้ยงของเธอก็กำลังพบกลุ่มต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจินตนาการของโอฟีเลียจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่คนเราจะเลิกอยู่ทำสงคราม ทะเลาะ วิวาท และเลิกใช้ความเห็นแก่ตัวซะที หนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการกำกับและเขียนบทที่พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิมของ Guillermo del Toro พร้อมกับการที่มีเสียงดนตรีประกอบช่วยและการกำกับภาพและองค์ประกอบศิลป์ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด รวมไปถึงตัวละครและการแสดงของนักแสดงด้วย

และสุดท้าย…ผมอยากจะบอกว่า หนังเรื่องนี้คือหนังที่ผมเสียน้ำตาให้มากที่สุด!!

4.5/5

North by Northwest (1959)

ก่อนที่หนังเรื่อง Psycho (1960) จะสร้างชื่ออย่างมากมายให้กับ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังระทึกขวัญ/สืบสวน จนคนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ทำให้คนดูได้ทึ่งและลุ้นระทึกไปกับหนังของเขามาแล้วหลายเรื่อง ดังเช่นหนึ่งในผลงานกำกับของเขาเรื่อง North by Northwest (1959) เรื่องนี้

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของ Hitchcock ต่อจากเรื่อง Vertigo (1958 ) ที่ถึงแม้จะได้รับคำวิจารณ์ดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านเงินเท่าไหร่นัก ในเรื่องนี้ Alfred Hitchcock จึงขอแก้ตัวโดยเปลี่ยนพล็อตให้เป็นแนวขายตลาดมากยิ่งขึ้นโดยได้คนเขียนบท Ernest Lehman (คนเขียนบทที่เข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัล รวมถึง Sabrina (1954) หนังตลกของผู้กำกับ Billy Wilder) ซึ่งได้พล็อตนี้จาก Hitchcock ผู้ซึ่งได้รับการแนะนำจากนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาอีกทอดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของสายลับในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆ

และเนื่องจากผู้กำกับต้องการให้เป็นหนังระทึกขวัญเอาใจตลาด จึงนำ Cary Grant มาร่วมงานอีกเป็นครั้งที่สี่ ทั้งๆที่ James Stewart เคยมาเสนอตัว เนื่องจาก Hitchcock กลัวคนเบื่อ เพราะเขาเคยรับบทหนังเรื่อง Vertigo (1958 ) มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเรื่องนี้ Grant ก็แสดงเป็นตัวเอก โรเจอร์ ฮอร์นฮิล ชายหนุ่มในบริษัทโฆษณาชาวนิวยอร์ค ที่อยู่ดีๆก็ถูกองค์กรที่เขาไม่รู้จักจับตัวไป และอ้างว่าเขาชื่อ จอร์จ คาเพลน โดยใครๆต่างก็รู้จักเขาหมด และเมื่อในที่สุดเขาไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวอะไรกับองค์กรนี้ด้วย เขาจึงปฏิเสธความร่วมมือไป ทำให้โดยเมายา และเกือบตกน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงออกตามหา จอร์จ คาเพลนตัวจริง โดยในระหว่างทาง เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน และเขาจึงหลบหนีจนไปเจอกับ อีฟ แคนเดล (Eva Marie Saint) โดยต่างคนต่างก็ตกหลุมรักกัน

และตามเคย ในหนังทุกเรื่องของ Hitchcock จะต้องมีตัวเขาออกมาโผล่แจมในฉากหนังด้วยเสมอ ถึงแม้จะเป็็นฉากเล็กๆก็ตาม โดยทำให้คนดูต้องจ้องว่าเขาจะมาปรากฎตัวในฉากไหน และหนังเกือบทุกเรื่องจะต้องมีฉากประทับใจและกล่าวขานต่อๆกันมาอยู่เสมอ ในเรื่องนี้คือฉากที่ ฮอร์นฮิล ต้องโดนเครื่องบินไล่ตาม ในทุ่งโล่งๆ กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการถ่ายฉากใน UN ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำ ทาง Hitchcock จึงซ่อนกล้องไว้ถ่ายทำ โดยจัดแบบจำลองห้องขึ้นมาอีกที และฉากภูเขาใน Rushmore ที่ซึ่งมีการแกะสลักรูปหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการถ่ายในสตูดิโอทั้งหมด โดยต้องระวังไม่ให้มีการฆ่ากันบนนั้นเด็ดขาด

ไตเติ้ลก็ยังเป็นอีกหนึ่งฉากที่เรียกเสน่ห์และแฝงความหมายในตัวมันเองได้อย่างดี ในเรื่องนี้ใช้การตีกรอบในมุมเอียง (หรืออีกมุมของมุมสูง) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในนิวยอร์คแออัดยัดเยียดมากมายของผู้คน

4.5/5

The Thing (1982) ไอ้ตัวเขมือบโลก

หนังสยองขวัญ/เขย่าขวัญจากผู้กำกับหนังระดับคลาสสิค John Carpenter

เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ 12 คน ที่อาศัยอยู่ ณ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ แถบแอนตาร์กติก ขั้วโลกใต้อันหนาวเหน็บและห่างไกลผู้คน ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนวันทั่วๆไปอีกวันหนึ่ง พวกเขาก็บังเอิญเจอเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์ผ่านหน้าสถานีมาโดยกำลังไล่ยิงสุนัขตัวหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ และเมื่อพบว่าเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์นั้นอยู่ไกลออกไป แม็คครีดี้ี้ (Kurt Russell) คนขับเฮลิคอปเตอร์จึงออกตรวจสอบที่ที่ชาวนอร์เวย์ผู้นั้นอาศัยอยู่ แต่ก็พบเรื่องประหลาดมากมาย ทั้งศพที่อยู่ในสภาพถูกไฟ้ไหม้ และเหนอะแหนะ แม็คครีดี้จึงนำกลับมาตรวจสอบด้วย ภายในสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเจอกับความหวาดกลัวโดยการมาของ “สิ่งน้ั้น”

ในช่วงแรก หนังเอื่อยมากครับ เราอาจจะไม่เข้าใจบางอย่าง จนกระทั่งการค้นพบเจ้า “สิ่งนั้น” ความน่ากลัวและสยดสยองก็เริ่มตามมา บวกด้วยจังหวะดนตรีที่ตื่นเต้นพอควร และบรรยากาศปิดตายจากโลกภายนอก ท่ามกลางความไม่ไว้ใจของกันและกัน ว่าใครจะเป็น”สิ่งนั้น” บ้าง ก็ทำให้ตื่นเต้นเข้าไปอีก

คอหนังแนวตื่นเต้น แหวะๆ น่าจะชอบเป็นพิเศษนะครับ

4.5/5

Horton Hears a Who! (2008) ฮอร์ตันกับโลกจิ๋วสุดมหัศจรรย์

จากการเข้าดูครั้งแรกผมไม่คาดหวังอะไรมากจากหนังเรื่องนี้ เพราะดูจากการโปรโมต(ในไทย) ตัวอย่างหนัง และหนังแอนิเมชั่น(บางเรื่อง) หลงนึกไปว่าคงเป็นหนังแอนิเมชั่นสำหรับเด็กแบบเดิมๆ(อีกแล้ว) พลางเข้าไปนั่งดูแบบไม่หวังอะไร เอาเพลินให้ได้เป็นพอ

หากแต่หลังจากดูเรื่องนี้จบ ผมก็ต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ เพราะตัวหนังนั้นมีดีกว่าหน้าหนังที่ทำออกมาแบบแอนิเมชั่นธรรมดาทั่วไป แม้จะไปดูเรทของหนังเรื่องนี้ก็พบว่าแค่เรท G (ดูได้ทุกวัย – เรทต่ำสุดในเรทหนังด้วยกัน) เท่านั้นเอง แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนาน และหลงรักหนังเรื่องนี้ไปกับเด็กได้ด้วยอีกต่างหาก

หนังเริ่มขึ้นเมื่อ ฮอร์ตัน (ให้เสียงโดย Jim Carrey) ช้างใหญ่ในป่าผู้มีจิตใจซื่อสัตย์และมีอุดมการณ์ที่แรงกล้า คิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ได้ยินเสียงจากละอองเล็กๆ และหลังจากตามล่าและสื่อสารกันได้ ก็พบว่าละอองเล็กๆที่มันเห็นนั้น คือเมือง ฮูวิล ที่มีที่มีนายกเทศมนตรี (ให้เสียงโดย Steve Carell) ปกรองเมืองอยู่ แต่สัตว์ในป่าก็ไม่มีใครเชื่อเขาว่าละอองฝุ่นเล็กๆนั้นจะมีอะไรจริงๆ จนแม่จิงโจ้ (ให้เสียงโดย Carol Burnett) ผู้ตั้งตัวเป็นผู้นำในป่า ไม่เชื่อฮอร์ตันเรื่องละอองฝุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระและส่งผลกระทบแต่เด็กๆของสัตว์ทุกตัวในป่า เธอจังคิดแผนร้ายเพื่อทำลายละอองเล็กๆนั้น

หนังมีสอดแทรกมุกตลกให้มาได้อมยิ้มกันเป็นระยะๆครับ เฉียบคมมากๆ ตัวละครนั้น ถึงแม้จะเป็นตัวละครในหนังแอนิเมชั่น แต่ก็ฉลาด ไม่แข็งทื่อทางด้านจิตใจ จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับหนังเรื่องได้เช่นกันครับ (แอบเชียร์เรื่องลุ้นให้เป็นหนังที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาหนังแอนิเมชั่น แม้จะแอบคิดว่า Wall-E อาจจะได้ไป แต่เรื่องนี้ถ้าได้ชิิงก็น่าจะเป็นคู่แข่งอีกเรื่องที่พอน่ากลัวอยู่บ้าง)

ตัวหนังสอดแทรกข้อคิดเล็กน้อยครับ นั่นคือ ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร เป็นคนโง่ เลว หรือว่าดีอย่างไร แต่เขาก็ยังเป็นคน (ขอปรับคำใช้เพื่อให้เหมาะสมหน่อย) เขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เหนื่อยบ่าฝ่าแรง ก็สามัคคีกันเข้าไว้เถอะครับ จะทำให้สังคมโลกเราดีขึ้นกว่าทุกวันนี้แน่ๆครับ

4.5/5

ปล. หลังจากไปดูรอบซาวน์แทรคแถวโรงหนังชานเมืองใกล้ๆบ้านผม ก็พบว่าในรอบ Soundtrack ในหนังเรื่องนี้นั้น คนน้อยๆๆๆๆๆมากๆ และมานั่งคิดดูว่า ต่อไปคนแถวโรงหนังชานเมืองอย่างผม จะมีหนังแอนิเมชั่นหรือหนังเด็กในดูแบบ Soundtrack อยู่อีกหรือไม่ เพราะรอบสำหรับ Soundtrack น้อยลงเรื่อยๆ (ขนาดเรื่องนี้ผมยังคิดว่าคงจะมีแต่พากย์ไทย แต่บังเอิญมีแบบบรรยายไทยอยู่ด้วย)

Vantage Point (2008) เสี้ยววินาทีสังหาร

หลังจากดูพล็อตเรื่องแล้ว ผมก็คิดว่าหนังคงออกมาคล้ายๆแนว JFK (ยังอุตส่าห์คิดไปได้) ที่เกี่ยวกับการลอบสังหารประธานาธิบดีเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่เรื่องนี้เป็นการเล่าถึงสถานการณ์สดๆในตอนนั้นเลย และมาจากบทหนังที่เป็นของคนเขียนบทที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือผลงานเท่าไหร่นัก ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะดูเครียดๆกว่า เนื่องจากเป็นการหาตัวคนยิงในสถานการณ์สดๆเลย

แต่ผมก็คิดผิด(อีกแล้ว) เพราะเรื่องนี้ีโดยรวมแล้วออกมาดูสบายกว่า แม้เหตุการณ์ในหลายนาทีแรกจะดูเหมือนเครียดมาก แต่ก็ค่อยๆคลี่คลายมาทีละจุด โดยการเล่าแบบใหม่ (ที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว)

หลังจาก ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ(ซึ่งไม่ใช่ จอร์จ บุช) ได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางในสเปน โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ประธานาธิบดีก็โดนลอบสังหารกลางแท่นกล่าวปราศรัยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ (หลักๆของเรื่อง) คือ โปรดิวเซอร์ข่าว เร็กซ์ บรูคส์ (Sigourney Weaver) , โฮเวิร์ด ลูอิส (Forest Whitaker) ผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ทั้งหมดตั้งแต่ตอนเริ่มงาน ที่ดูเหมือนว่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับคนร้ายได้ และผู้ติดตามของประธานาธิบดีคือ โธมัส บาร์นส์ (Dennis Quaid) ผู้ซึ่งเคยปกป้องประธานาธิบดีมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาเลยดูระแวงยิ่งกว่าเดิม และคู่หูของเขา เคนต์ เทย์เลอร์ (Matthew Fox) โดยทุกคนก็เห็นเหตุการณ์ในมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ความจริงแล้วมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

หนังในช่วงแรกดีมากครับ เล่าย้อนกลับไปถึงเบื้องหลังของแต่ละคนๆก่อนเกิดเหตุว่าเป็นอย่างไร ทำให้ความสงสัยแต่ละปมนั้นก็เริ่มคลี่คลายลงเรื่อยๆ ถึงแม้พล็อตจะไม่ดึงดูด แต่คนมาดูหนังส่วนมากก็มักจะอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่า พอเปิดเผยออกมาแล้วนั้นก็เหตุผลธรรมดาเหมือนหนังทั่วไปครับ ความจำเป็น หรือโดนบังคับ หรืออื่นๆ บทก็ไม่ได้แข็งมาก เพราะมันโม้เกินจริงไปหมด แต่พอมาถึงฉากจบ …. เอ่อ เละไปหน่อยนะครับ ทำให้รู้สึกว่า ทำไมมันจบง่ายๆอย่างนี้(ว่ะ) เลยเซ็งนิดหนึงตอนช่วงฉากจบครับ

ในเรื่องของการคลี่คลายปมก็ใช้การเล่าไปถึงไม่กี่นาทีก่อนที่ประธานาธิบดีจะถูกสังหารในมุมมองของแต่ละคนไป (แม้จะมีใครบางคนบอกมาจากที่นั่งแถวบนว่า “อะไร ซ้ำอีกและ”) แถมเนื้อเรื่องก็ออกแนวเสียดสีสหรัฐฯ นั่นแหละครับ คนร้ายอะไรฉลาดไปหมด ชอบครับชอบ

โดยรวมเหตุผลส่วนตัวคือ “ชอบ” ครับ ตอนแรกกะจะให้เต็ม แต่พอดูเสร็จบทมันโหว่มากๆมาย กับฉากจบ เลยลดมาหน่อยหนึง และก็กะจะลดมาอีก แต่รวมความชอบโดยรวมก็ให้(ตามใจผม)ตามคะแนนความบันเทิง+ความชอบ ก็เลยไม่ลดครับ

4.5/5