Iron Man (2008) มหาประลัย คน เกราะ เหล็ก

หนัง Superhero อีกเรื่องที่สร้างจากการ์ตูนของ Marvel ที่คราวนี้ขอเป็นสตูดิโอทำหนังเอง ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกย้ายค่ายมาหลายค่าย

งานนี้ก็ได้ผู้กำกับหนังแฟนตาซีอย่าง Jon Favreau ที่เคยผ่านการกำกับมาแต่หนังครอบครัวอย่าง Elf (2003) และ Zathura (2005) ซึ่งเขาก็ได้มากำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

เรื่องของ โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) หนุ่มเพลย์บอลเจ้าของกิจการบริษัทที่ผลิตอาวุธให้กับทางรัฐบาล เมื่อเขาไปนำเสนองานจรวดใหม่ในตะวันออกกลางเขาก็กลับเป็นผู้โดนถล่มจากคนแถวนั้นซะเอง แถมยังโดนบังคับว่าให้สร้างและประกอบจรวดขึ้นมาอีก แต่พอ สตาร์คไม่ยอม เขาจึงสร้างเกราะและชุดเหล็กติดอาวุธเพื่อหลบหนีเสียเอง

จริงๆมีคนมาเสนอตัวมาเล่นเป็น สตาร์ค เยอะนะครับ อย่า่งเช่น Nicolas Cage หรือแม้แต่ Tom Cruise เอง แต่เมื่อโปรเจกต์ยืดเยื้อมาก และผู้กำกับก็ปฏิเสธ กลับนำเอา Robert Downey Jr. มาแทน สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า Robert นั้นเคยเสพโคเคน และเข้ารับการบำบัดในชีวิตจริงมาแล้ว โดยในการ์ตูน สตาร์คก็เป็นคนติดเหล้าและเคยตกต่ำที่สุดในชีวิตมาแล้วเช่นกัน

ดูรวมๆแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นเป็นพิเศษ เนื่องด้วยมีดนตรีประกอบจังหวะแรงๆมาเป็นดนตรีประกอบเกือบทั้งเรื่อง และด้วยความมันส์สะใจที่มีอยู่ในตัว และถึงแม้ Plot เรื่องจะออกแนวธรรมดาเหมือนหนัง Superhero ทั่วๆไปบ้าง แต่ก็สร้างความมันส์และระทึกได้อย่างดีในฉากท้ายๆเรื่องครับ

สรุปคือ ประทับใจครับ ไม่เวอร์ไป หรือน้อยไป กลางๆดี

3.5/5

ปล. จบหนังแล้วอย่าเพิ่งลุกออก เพราะมีฉากเล็กๆน้อยๆหลังหนังจบด้วย แล้วใครที่เคยอ่านการ์ตูนของ Marvel น่าจะชอบใจเป็นพิเศษ

Vantage Point (2008) เสี้ยววินาทีสังหาร

หลังจากดูพล็อตเรื่องแล้ว ผมก็คิดว่าหนังคงออกมาคล้ายๆแนว JFK (ยังอุตส่าห์คิดไปได้) ที่เกี่ยวกับการลอบสังหารประธานาธิบดีเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่เรื่องนี้เป็นการเล่าถึงสถานการณ์สดๆในตอนนั้นเลย และมาจากบทหนังที่เป็นของคนเขียนบทที่ไม่ได้มีชื่อเสียงหรือผลงานเท่าไหร่นัก ดังนั้นเรื่องนี้น่าจะดูเครียดๆกว่า เนื่องจากเป็นการหาตัวคนยิงในสถานการณ์สดๆเลย

แต่ผมก็คิดผิด(อีกแล้ว) เพราะเรื่องนี้ีโดยรวมแล้วออกมาดูสบายกว่า แม้เหตุการณ์ในหลายนาทีแรกจะดูเหมือนเครียดมาก แต่ก็ค่อยๆคลี่คลายมาทีละจุด โดยการเล่าแบบใหม่ (ที่ผมชอบมากๆเลยทีเดียว)

หลังจาก ประธานาธิบดีของสหรัฐฯ(ซึ่งไม่ใช่ จอร์จ บุช) ได้เข้าร่วมประชุมเกี่ยวกับสถานการณ์ในตะวันออกกลางในสเปน โดยที่ไม่มีใครคาดคิด ประธานาธิบดีก็โดนลอบสังหารกลางแท่นกล่าวปราศรัยอย่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว โดยมีผู้เห็นเหตุการณ์ (หลักๆของเรื่อง) คือ โปรดิวเซอร์ข่าว เร็กซ์ บรูคส์ (Sigourney Weaver) , โฮเวิร์ด ลูอิส (Forest Whitaker) ผู้บันทึกภาพเหตุการณ์ไว้ทั้งหมดตั้งแต่ตอนเริ่มงาน ที่ดูเหมือนว่าจะบันทึกภาพเหตุการณ์เกี่ยวกับคนร้ายได้ และผู้ติดตามของประธานาธิบดีคือ โธมัส บาร์นส์ (Dennis Quaid) ผู้ซึ่งเคยปกป้องประธานาธิบดีมาแล้วครั้งหนึ่ง คราวนี้เขาเลยดูระแวงยิ่งกว่าเดิม และคู่หูของเขา เคนต์ เทย์เลอร์ (Matthew Fox) โดยทุกคนก็เห็นเหตุการณ์ในมุมมองที่แตกต่างกัน แต่ความจริงแล้วมีเพียงหนึ่งเดียวเท่านั้น

หนังในช่วงแรกดีมากครับ เล่าย้อนกลับไปถึงเบื้องหลังของแต่ละคนๆก่อนเกิดเหตุว่าเป็นอย่างไร ทำให้ความสงสัยแต่ละปมนั้นก็เริ่มคลี่คลายลงเรื่อยๆ ถึงแม้พล็อตจะไม่ดึงดูด แต่คนมาดูหนังส่วนมากก็มักจะอยากรู้ว่าใครเป็นคนฆ่า พอเปิดเผยออกมาแล้วนั้นก็เหตุผลธรรมดาเหมือนหนังทั่วไปครับ ความจำเป็น หรือโดนบังคับ หรืออื่นๆ บทก็ไม่ได้แข็งมาก เพราะมันโม้เกินจริงไปหมด แต่พอมาถึงฉากจบ …. เอ่อ เละไปหน่อยนะครับ ทำให้รู้สึกว่า ทำไมมันจบง่ายๆอย่างนี้(ว่ะ) เลยเซ็งนิดหนึงตอนช่วงฉากจบครับ

ในเรื่องของการคลี่คลายปมก็ใช้การเล่าไปถึงไม่กี่นาทีก่อนที่ประธานาธิบดีจะถูกสังหารในมุมมองของแต่ละคนไป (แม้จะมีใครบางคนบอกมาจากที่นั่งแถวบนว่า “อะไร ซ้ำอีกและ”) แถมเนื้อเรื่องก็ออกแนวเสียดสีสหรัฐฯ นั่นแหละครับ คนร้ายอะไรฉลาดไปหมด ชอบครับชอบ

โดยรวมเหตุผลส่วนตัวคือ “ชอบ” ครับ ตอนแรกกะจะให้เต็ม แต่พอดูเสร็จบทมันโหว่มากๆมาย กับฉากจบ เลยลดมาหน่อยหนึง และก็กะจะลดมาอีก แต่รวมความชอบโดยรวมก็ให้(ตามใจผม)ตามคะแนนความบันเทิง+ความชอบ ก็เลยไม่ลดครับ

4.5/5

The Princess Bride (1987) เจ้าหญิงมงกุฎทอง

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีของ William Goldman ซึ่งตัวเขาเองก็เขียนบทหนังในเรื่องนี้เองด้วย

ท้องเรื่องของเรื่องนี้ก็ตามหนังแฟนตาซีธรรมดาทั่วไปนะครับเพียงแต่ในตอนแรกจะดูรวบรัดไปหน่อย เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ เวสต์ลีย์ (Cary Elwes) เด็กหนุ่มชาวไร่ ที่รักกับ บัตเตอร์คัพ (Robin Wright) แต่เวสต์ลีย์ต้องจากนางไปเพราะโดนโจรสลัดเอ็ดเวิร์ดจับตัวไประหว่างทางที่จะไปทำงานที่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมาสู่ขอบัตเตอร์คัพ และระหว่างนั้นบัตเตอร์คัพที่คิดว่าคู่รักตนเองจากไปแล้วก็โดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายฮัมเปอร์ดิงซ์ (Chris Sarandon) แต่ก่อนการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงได้ถูกจับตัวไป และในระหว่างทางก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆมากมายเช่น ยักษ์ ดินแดนประหลาด สัตว์ประหลาด แม่มด สิ่งวิเศษ และการต่อสู้ต่างๆมากมาย

การดำเนินในช่วงแรกออกจะน่าเบื่อหน่อยนะครับ ถ้าใครได้ดูหนังแฟนตาซี Plot เดิมๆเรื่องอื่นๆมาแล้ว ช่วงกลางก็พอมันส์ได้เรื่อยๆบ้างนะครับ ออกจะมีมุกตลกแทรกออกมาเป็นระยะๆให้ขำกัน แต่ช่วงหลังเรื่องเริ่มเละเทะหน่อย เมื่อหนังเริ่มอัดมุกตลกเข้ามาเยอะและทำให้เริ่มเบื่อ แต่บางฉากก็เรียกเสียงตลกได้จากกริยาและท่าทางของตัวละครได้เหมือนกัน ช่องโหว่เรื่องความสมจริงและปาฏิหาริย์มากมายเริ่มโผล่ออกมาจากหนัง ทำให้หนังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ีเมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีทั่วไป แถมความบังเอิญมากมายก็อัดเข้ามาอีก เมื่อความไม่ฉลาดตัวละครทำให้หนังเริ่มดูแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น และดนตรีก็เข้ามาผิดจังหวะเกินไป บางช่วงอยากมาก็มา เหมือนพยายามจะบังคับจังหวะอารมณ์ของหนัง แต่ใส่เข้ามาผิดจังหวะทำให้แย่ลงไปอีก ทำให้หนังช่วยได้แค่ในเรื่องของฉากแอ็คชั่น และฉากตลก (ที่ใส่เข้ามาขัดกับหนัง) แต่ก็ยังดีที่ได้ฉากแอ็กชั่นมาแก้ขัดไปได้บ้าง

ในตอนหลังหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเทียบกับเรื่อง Stardust หลังจากทำเงินไปได้น้อยในอเมริกา เพราะเป็นหนังที่สร้างจากนิยายเหมือนกัน และทำรายได้ไม่ค่อยเยอะไปเหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเทียบโดยรวม ผมคิดว่าเรื่อง Stardust ยังออกมาดูดีกว่าเรื่องนี้ เพราะเรื่องหลังนั้นมีความตื่นเต้นมากกว่า มีฉากแฟนตาซี ความสมจริง(?)มากกว่า โดยที่เน้นไปในทางตื่นเต้น ผจญภัย มากกว่าที่จะเป็นหนังตลก (ถึงจะมีฉากตลกแต่ก็มีแทรกเข้ามาได้อย่างไม่น่าเกลียด) ซึ่งไม่เหมือนที่เรื่องนี้ที่ออกมายังดูชอบกลๆ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากเหมือนคะแนนวิจารณ์จากบางเว็บ ปล่อยใจดูว่าไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นมาก่อน และโปรด”อย่า”คาดหวังกับความสมจริงนัก

3.5/5

Day Watch: Dnevnoy dozor (2006) สงครามพิฆาตมารครองโลก

หนังภาคต่อของ Night Watch ที่สร้างจากหนังสือจตุรภาค แต่จริงๆแล้วตัวเนื้อเรื่องภาคนี้คือเนื้อเรื่องในหนังสือเล่มแรก (Night Watch แทนที่จะเป็น Day Watch หนังสือเล่มสอง)ต่างหาก

ภาคนี้เล่าอย่างเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมโดยไม่มีการเล่าเรื่องย้อนอดีตมากมายให้เสียเวลา เริ่มต้นที่ว่าในโลกนี้ ยังมีชอล์ลิขีตชะตากรรมอยู่แท่งหนึ่ง โดยผู้ครอบครองจะสามารถเขียนชะตากรรมอะไรก็ได้ตามที่ตนอยากให้เป็น และมีการหาชอล์กแท่งหนึ่งกันอย่างยาวนาน

หนังตัดกลับมาที่โลกปัจจุบันโดยเริ่มที่ อันตอน (Konstantin Khabensky) ผู้พิทักษ์ด้านมืดอยู่กับผู้หญิงที่เป็นพนักงานฝึกหัดอย่าง สเว็ทลานา (Mariya Poroshina) และหลังจากได้รับการแจ้งว่ามีผู้ถูกทำร้ายโดยการกระทำของฝ่ายอธรรม และทั้งสองก็ได้ตามคนร้ายไป และหลังจากได้เข้ามิติที่สองของกลูม(มิติอีกโลกที่เหมือนโลกของเรา) ก็พบว่าคนร้ายที่เขาปล่อยไปนั้นคือลูกของเขาเอง ด้วยเหตุการณ์เล็กๆแค่นี้ แต่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ไม่ต้องคิดถึงความสมจริงมากนะครับ ว่าทำไมคนนี้คนนั้นมีพลังพิเศษเยอะจัง ให้เรามองว่าเป็นโลกอีกโลกหนึงของหนังไปเลย จะได้ดูสนุกยิ่งขึ้นครับ ไม่ต้องมาคอยจับผิดพลังพิเศษของคนไม่ธรรมดาเหล่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าภาคนี้ดีกว่าภาคแรกนะครับ ภาคแรกก็ปูทางมาดีอยู่แล้ว ทำให้ภาคสองดูดีขึ้นครับ และภาคสองนี้มันมีฉากตื่นตาตื่นใจมากมายครับ และมีหลายประเด็นเรื่องไม่เหมือนภาคที่แล้ว ผมมองว่าภาคแรกนั้นมีเรื่องแค่นิดเดียวเหมือนแค่ปูทาง แต่ภาคสองคือสุดๆแห่งฉากตระการตาและความมันส์ครับ

4.5/5

ปล. แนะนำให้ดูภาคแรกด้วยนะครับ เพื่อความมันส์

Night Watch: Nochnoy dozor (2004) สงครามเจ้ารัตติกาล

หนังแฟนตาซีแหวกแนวเรื่องนี้มีทุนสร้างถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และดัดแปลงมาจากนิยายจตุรภาค (ภาคสุดท้ายฉบับภาษาอังกฤษ วางแผงเดือนตุลาคมปีนี้) ของ เซอร์เก ลุกยานเนโก [Sergei Lukyanenko] กลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์เรื่องใหญ่เรื่องแรกของประเทศ (ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต) และกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของประเทศ (ในขณะนั้น) และไปเตะตาฝั่งฮอลลีวู้ดเข้า จนบริษัท Fox Searchlight ซื้อสิทธิ์ไปฉายในอเมริกาเลยทีเดียว

หนังเริ่มขึ้นเมื่อ กีเซอร์ อมนุษย์ฝ่ายธรรม กับ ซาวูรอน อมนุษย์ฝ่ายอธรรม มาเจอกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้รบกันอย่างดุเดือด แต่แล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างนองเลือดมากขึ้น กีเซอร์จึงสั่งให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบ และทำตกลงเจรจาพักรบกันชั่วคราว โดยพวกฝ่ายธรรมก็จะเป็นผู้พิทักษ์ตอนกลางคืนและคอยตรวจสอบพวกอธรรม ส่วนพวกอธรรมก็จะคอยตรวจสอบอีกฝ่ายเช่นกัน

หลังจากนั้นเรื่องย้อนกลับมาในกรุงมอสโควปี 1992 กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไปหาหมอผีเพื่อที่จะให้แฟนหญิงของเขากลับมารักเขาดั่งเดิม แต่ก็โดนหมอผีหลอกว่าต้องกำจัดลูกของเธอไปก่อน เพราะนั่นไม่ใช่ลูกของเขา และพอทำพิธีการได้สักพัก ก็มีกลุ่ม Night Watch หรือผู้พิทักษ์กลางคืน (ต่อจากนี้จะขอเรียกว่าพวก NW) ก็เข้ามาและจับหมอผีผู้นี้ไม่ให้ทำพิธีกรรมนี้ได้สำเร็จ

12 ปีต่อมา ชายหนุ่มคนนั้นซึ่งก็คือ อันตอน (Konstantin Khabensky) ก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มของ NW หลังจากคืนหนึ่ง เขาได้รับแจ้งจากพวกเดียวกันว่า มีเด็กชายคนหนึ่งถูกล่อลวงโดยแวมไพร์คู่รัก อันตอนจึงช่วยเด็กและบังเอิญพลั้งมือฆ่าคนของด้านมืดตายไป ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสัญญาพักรบช่วยคราวที่มีการตกลงกันไว้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ทำให้เขาถูกตามล่าจากพวกด้านมืด และเด็กคนนี้ก็ยังมีความสำคัญต่อโลกทั้งโลกเลยทีเดียว

ใครที่ได้ดูช่วงแรกๆแล้วเกิดงงๆ ขอบอกไว้ว่า พยายามอย่าเอาความเป็นจริงมายึดติด ให้คิดว่าเรื่องนี้เล่าถึงโลกใหม่อีกด้านหนึ่ง พยายามจำและเก็บรายละเอียดในเรื่องให้ได้ เพราะหนังจะไม่มีการปูทางมากมายนักเหมือนหนังฮอลลีวู้ดเรื่องอื่นๆ

หนังเรื่องนี้เด่นทางด้านซีจีมากๆ ฉากแปรงร่าง ฉากอีกาดำ ฉากน็อต ฉากคำสาบ หรือเรื่ององค์ประกอบรายละเอียดอื่นๆก็ทำได้ไม่แพ้กัน จนดูจบแล้วคุณจะต้องไม่เชื่อเลยว่านี่เป็นหนังรัสเซียจริงๆ แถมหนังยังแฝงข้อคิดด้วยว่า เมื่อเราทำอะไรอย่างหนึ่งไปแล้ว เราเป็นคนที่เลือกเอง ทำเอง ด้วยความคิดของเราเอง แม้หลังจากนั้นต่อมาจะกลายเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบทั้งหมด แต่นั่นก็คือสิ่งที่เราตัดสินใจในตอนนั้นเอง ไม่ใช่หรือ?

3.5/5

Blade Runner : The Final Cut (2007) เบลด รันเนอร์: เดอะ ไฟนอล คัท

แนว ไซไฟ แอ๊คชั่น

ขอรีวิวของเวอร์ชั่นนี้โดยเฉพาะนะครับ (จริงๆหลักๆแล้วมี 4 เวอร์ชั่น) เพราะว่าเวอร์ชั่นนี้มีฉากถูกตัดออกไป(เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นดั้งเดิม)เยอะครับ และผู้กำกับก็บอกว่า นี่เป็นเวอร์ชั่นที่เขาพอใจมากที่สุด โดยในภาคนี้ มีการบูรณะทั้งภาพ เสียง รวมถึงการตัดฉากบางฉาก และเสียงบรรยายออกไป

หนังสร้างจากเค้าโครงเดิม (ขอย้ำก่อนว่าแค่เค้าโครง เพราะในหนังเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยทีเดียว) ของนิยาย “Do Androids Dream of Electric Sheep?” (หรือในชื่อไทยว่า “หุ่นสังหาร”) เขียนโดย Philip K. Dick เจ้าพ่อนิยายวิทยาศาสตร์

ในหนังเวอร์ชั่นนี้เล่าถึงโลกในลอสแองเจลิส ในปี 2019 เมื่อโลกมนุษย์มีปัญหามากขึ้นทั้งการขยายตัวของประชากร มลพิษทางอากาศ หลังสงครามโลกครั้งที่ 3 และมีบริษัทหุ่น ไทแรล คอร์ปอเรชั่น ผลิตมนุษย์เทียม ขึ้นมา จึงต้องมีหน่วยตำรวจมีหน้าที่คอยตามล่าหุ่นที่เรียกว่า เบลดรันเนอร์ ขึ้นมา

เมื่อวันหนึ่งมีมนุษย์เทียมหนีมายังโลก ริค เดกการ์ด (Harrison Ford) อดีตเบลดรันเนอร์จึงถูกเรียกตัวมาทำงานอีกครั้ง ให้ตามล่าพวกมนุษย์เทียมทั้ง 4 ตัว ซึ่งมีหัวหน้าคือ รอย เบตตี้ (Rutger Hauer) และหนึ่งในผู้ต้องสงสัยก็คือ เรเชล (Sean Young) หญิงผู้ไม่มั่นใจในตัวเองว่าเป็นคน หรือเป็นมนุษย์เทียม และแอบมีความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงกับเดกการ์ดอีกด้วย

หลังจากการตัดคำพูดน่าเบื่อออกไป และ ตัดฉากบางฉากออกไป ก็ทำให้มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ส่วนดีก็คือ มีการบูรณะภาพ ทำให้สีสันในเมืองสดใสขึ้น มีการถ่ายซ่อมต่างๆ เพื่อความสมจริงในหนัง และอื่นๆเมื่อเปรียบเทียบกับในหนังเวอร์ชั่นอื่นอีก ส่วนเสียก็คือ การที่ตัดฉากบางฉากออกไป ซึ่งบางฉากก็ทำให้คนดูอาจจะเข้าใจได้มากขึ้น

ส่วนที่ต้องชมคือ การสร้างฉากในโลกอนาคต และแนวคิดเกี่ยวกับความหมายของการเป็นมนุษย์ การแยกมนุษย์เทียมออกจากคน และ ความเชื่อใจกันและกัน โดยรวมตัวหนังทำออกมาได้ดีครับ พอดูจบแล้วคุณอาจนำความคิดในหนังมาคิดต่อได้อีกนะครับ

สองดาวครึ่งครับ 1/2

ปล. ฉากยูนิคอร์นที่โผล่มานิดหนึง คล้ายกับแนวคิดในเรื่อง Brazil (1984) คือการฝันจินตนาการถึงสถานที่ที่อยู่นอกเมืองออกไป สิ่งที่เขาไม่มีวันได้เห็น

The Fugitive (1993) เดอะ ฟูจิทีฟ ขึ้นทำเนียบจับตาย

หนังสืบสวนที่ว่าด้วยพล็อตเรื่องง่ายๆว่า “เมื่อคุณถูกกล่าวหาว่าฆ่าภรรยา” คุณจะทำอย่างไร

เริ่มด้วยเรื่องราวที่หมอมือดีคนหนึ่งคือ ดร. ริชาร์ด คิมเบิล (Harrison Ford) ที่กลับบ้านมาจู่ๆก็เห็นภรรยาตาย พร้อมกับคนร้าย เขาจึงต่อสู้กับคนร้าย แต่คนร้ายก็หนีไปได้ และด้วยการด่วนสรุปของตำรวจ เขาจึงถูกตัดสินให้ประหารชีวิต

แต่พอถึงระหว่างทางที่จะนำตัวไปฝากขังไว้ก่อนนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้นทำให้เขาก็สามารถหลบหนีออกมาพิสูจน์ความจริงได้ โดยที่ต้องหลบหนีจากการตามล่าของ แซมมวล เจอราร์ด (Tommy Lee Jones) ที่เริ่มสงสัยว่าฆาตกรนั้นผิดจริงหรือไม่ และเขาต้องใช้ไหวพริบออกมาเพื่อพิสูจน์ความจริงและหาคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังให้ได้

ถึงพล็อตเรื่องจะอยู่บนพื้นนิดเดียว แต่หนังก็สามารถถ่ายทอดออกมาให้เราระทึกไปด้วยได้ ด้วยการถ่ายเมืองชิคาโกในมุมมองจากด้านบน และดนตรีประกอบที่ทรงพลัง บวกด้วยการแสดงที่น่าเชื่อถือของ ทอมมี ลี โจนส์ และ แฮร์ริสัน ฟอร์ด รวมถึงการกำกับ เขียนบทและสร้างตัวละครได้เยี่ยม หนังจึงทำให้เราตามติดไปได้ แต่บางช่วงอาจจะต้องจำชื่อตัวละครเยอะหน่อย เพราะไม่งั้นอาจจะสับสนได้ โดยจุดเด่นคือหนังฉลาดในการสร้างเรื่องราวของการฆาตกรรม การสืบความจริง ทำให้คนดูคาดไม่ถึงเลยว่าใครคือตัวร้าย และทำให้นั่งดูติดจอไำปตลอดได้

แนะนำครับ แนะนำ

4.5/5