Iron Man (2008) มหาประลัย คน เกราะ เหล็ก

หนัง Superhero อีกเรื่องที่สร้างจากการ์ตูนของ Marvel ที่คราวนี้ขอเป็นสตูดิโอทำหนังเอง ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกย้ายค่ายมาหลายค่าย

งานนี้ก็ได้ผู้กำกับหนังแฟนตาซีอย่าง Jon Favreau ที่เคยผ่านการกำกับมาแต่หนังครอบครัวอย่าง Elf (2003) และ Zathura (2005) ซึ่งเขาก็ได้มากำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

เรื่องของ โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) หนุ่มเพลย์บอลเจ้าของกิจการบริษัทที่ผลิตอาวุธให้กับทางรัฐบาล เมื่อเขาไปนำเสนองานจรวดใหม่ในตะวันออกกลางเขาก็กลับเป็นผู้โดนถล่มจากคนแถวนั้นซะเอง แถมยังโดนบังคับว่าให้สร้างและประกอบจรวดขึ้นมาอีก แต่พอ สตาร์คไม่ยอม เขาจึงสร้างเกราะและชุดเหล็กติดอาวุธเพื่อหลบหนีเสียเอง

จริงๆมีคนมาเสนอตัวมาเล่นเป็น สตาร์ค เยอะนะครับ อย่า่งเช่น Nicolas Cage หรือแม้แต่ Tom Cruise เอง แต่เมื่อโปรเจกต์ยืดเยื้อมาก และผู้กำกับก็ปฏิเสธ กลับนำเอา Robert Downey Jr. มาแทน สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า Robert นั้นเคยเสพโคเคน และเข้ารับการบำบัดในชีวิตจริงมาแล้ว โดยในการ์ตูน สตาร์คก็เป็นคนติดเหล้าและเคยตกต่ำที่สุดในชีวิตมาแล้วเช่นกัน

ดูรวมๆแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นเป็นพิเศษ เนื่องด้วยมีดนตรีประกอบจังหวะแรงๆมาเป็นดนตรีประกอบเกือบทั้งเรื่อง และด้วยความมันส์สะใจที่มีอยู่ในตัว และถึงแม้ Plot เรื่องจะออกแนวธรรมดาเหมือนหนัง Superhero ทั่วๆไปบ้าง แต่ก็สร้างความมันส์และระทึกได้อย่างดีในฉากท้ายๆเรื่องครับ

สรุปคือ ประทับใจครับ ไม่เวอร์ไป หรือน้อยไป กลางๆดี

3.5/5

ปล. จบหนังแล้วอย่าเพิ่งลุกออก เพราะมีฉากเล็กๆน้อยๆหลังหนังจบด้วย แล้วใครที่เคยอ่านการ์ตูนของ Marvel น่าจะชอบใจเป็นพิเศษ

North by Northwest (1959)

ก่อนที่หนังเรื่อง Psycho (1960) จะสร้างชื่ออย่างมากมายให้กับ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังระทึกขวัญ/สืบสวน จนคนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ทำให้คนดูได้ทึ่งและลุ้นระทึกไปกับหนังของเขามาแล้วหลายเรื่อง ดังเช่นหนึ่งในผลงานกำกับของเขาเรื่อง North by Northwest (1959) เรื่องนี้

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของ Hitchcock ต่อจากเรื่อง Vertigo (1958 ) ที่ถึงแม้จะได้รับคำวิจารณ์ดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านเงินเท่าไหร่นัก ในเรื่องนี้ Alfred Hitchcock จึงขอแก้ตัวโดยเปลี่ยนพล็อตให้เป็นแนวขายตลาดมากยิ่งขึ้นโดยได้คนเขียนบท Ernest Lehman (คนเขียนบทที่เข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัล รวมถึง Sabrina (1954) หนังตลกของผู้กำกับ Billy Wilder) ซึ่งได้พล็อตนี้จาก Hitchcock ผู้ซึ่งได้รับการแนะนำจากนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาอีกทอดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของสายลับในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆ

และเนื่องจากผู้กำกับต้องการให้เป็นหนังระทึกขวัญเอาใจตลาด จึงนำ Cary Grant มาร่วมงานอีกเป็นครั้งที่สี่ ทั้งๆที่ James Stewart เคยมาเสนอตัว เนื่องจาก Hitchcock กลัวคนเบื่อ เพราะเขาเคยรับบทหนังเรื่อง Vertigo (1958 ) มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเรื่องนี้ Grant ก็แสดงเป็นตัวเอก โรเจอร์ ฮอร์นฮิล ชายหนุ่มในบริษัทโฆษณาชาวนิวยอร์ค ที่อยู่ดีๆก็ถูกองค์กรที่เขาไม่รู้จักจับตัวไป และอ้างว่าเขาชื่อ จอร์จ คาเพลน โดยใครๆต่างก็รู้จักเขาหมด และเมื่อในที่สุดเขาไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวอะไรกับองค์กรนี้ด้วย เขาจึงปฏิเสธความร่วมมือไป ทำให้โดยเมายา และเกือบตกน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงออกตามหา จอร์จ คาเพลนตัวจริง โดยในระหว่างทาง เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน และเขาจึงหลบหนีจนไปเจอกับ อีฟ แคนเดล (Eva Marie Saint) โดยต่างคนต่างก็ตกหลุมรักกัน

และตามเคย ในหนังทุกเรื่องของ Hitchcock จะต้องมีตัวเขาออกมาโผล่แจมในฉากหนังด้วยเสมอ ถึงแม้จะเป็็นฉากเล็กๆก็ตาม โดยทำให้คนดูต้องจ้องว่าเขาจะมาปรากฎตัวในฉากไหน และหนังเกือบทุกเรื่องจะต้องมีฉากประทับใจและกล่าวขานต่อๆกันมาอยู่เสมอ ในเรื่องนี้คือฉากที่ ฮอร์นฮิล ต้องโดนเครื่องบินไล่ตาม ในทุ่งโล่งๆ กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการถ่ายฉากใน UN ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำ ทาง Hitchcock จึงซ่อนกล้องไว้ถ่ายทำ โดยจัดแบบจำลองห้องขึ้นมาอีกที และฉากภูเขาใน Rushmore ที่ซึ่งมีการแกะสลักรูปหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการถ่ายในสตูดิโอทั้งหมด โดยต้องระวังไม่ให้มีการฆ่ากันบนนั้นเด็ดขาด

ไตเติ้ลก็ยังเป็นอีกหนึ่งฉากที่เรียกเสน่ห์และแฝงความหมายในตัวมันเองได้อย่างดี ในเรื่องนี้ใช้การตีกรอบในมุมเอียง (หรืออีกมุมของมุมสูง) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในนิวยอร์คแออัดยัดเยียดมากมายของผู้คน

4.5/5

Horton Hears a Who! (2008) ฮอร์ตันกับโลกจิ๋วสุดมหัศจรรย์

จากการเข้าดูครั้งแรกผมไม่คาดหวังอะไรมากจากหนังเรื่องนี้ เพราะดูจากการโปรโมต(ในไทย) ตัวอย่างหนัง และหนังแอนิเมชั่น(บางเรื่อง) หลงนึกไปว่าคงเป็นหนังแอนิเมชั่นสำหรับเด็กแบบเดิมๆ(อีกแล้ว) พลางเข้าไปนั่งดูแบบไม่หวังอะไร เอาเพลินให้ได้เป็นพอ

หากแต่หลังจากดูเรื่องนี้จบ ผมก็ต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ เพราะตัวหนังนั้นมีดีกว่าหน้าหนังที่ทำออกมาแบบแอนิเมชั่นธรรมดาทั่วไป แม้จะไปดูเรทของหนังเรื่องนี้ก็พบว่าแค่เรท G (ดูได้ทุกวัย – เรทต่ำสุดในเรทหนังด้วยกัน) เท่านั้นเอง แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนาน และหลงรักหนังเรื่องนี้ไปกับเด็กได้ด้วยอีกต่างหาก

หนังเริ่มขึ้นเมื่อ ฮอร์ตัน (ให้เสียงโดย Jim Carrey) ช้างใหญ่ในป่าผู้มีจิตใจซื่อสัตย์และมีอุดมการณ์ที่แรงกล้า คิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ได้ยินเสียงจากละอองเล็กๆ และหลังจากตามล่าและสื่อสารกันได้ ก็พบว่าละอองเล็กๆที่มันเห็นนั้น คือเมือง ฮูวิล ที่มีที่มีนายกเทศมนตรี (ให้เสียงโดย Steve Carell) ปกรองเมืองอยู่ แต่สัตว์ในป่าก็ไม่มีใครเชื่อเขาว่าละอองฝุ่นเล็กๆนั้นจะมีอะไรจริงๆ จนแม่จิงโจ้ (ให้เสียงโดย Carol Burnett) ผู้ตั้งตัวเป็นผู้นำในป่า ไม่เชื่อฮอร์ตันเรื่องละอองฝุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระและส่งผลกระทบแต่เด็กๆของสัตว์ทุกตัวในป่า เธอจังคิดแผนร้ายเพื่อทำลายละอองเล็กๆนั้น

หนังมีสอดแทรกมุกตลกให้มาได้อมยิ้มกันเป็นระยะๆครับ เฉียบคมมากๆ ตัวละครนั้น ถึงแม้จะเป็นตัวละครในหนังแอนิเมชั่น แต่ก็ฉลาด ไม่แข็งทื่อทางด้านจิตใจ จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับหนังเรื่องได้เช่นกันครับ (แอบเชียร์เรื่องลุ้นให้เป็นหนังที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาหนังแอนิเมชั่น แม้จะแอบคิดว่า Wall-E อาจจะได้ไป แต่เรื่องนี้ถ้าได้ชิิงก็น่าจะเป็นคู่แข่งอีกเรื่องที่พอน่ากลัวอยู่บ้าง)

ตัวหนังสอดแทรกข้อคิดเล็กน้อยครับ นั่นคือ ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร เป็นคนโง่ เลว หรือว่าดีอย่างไร แต่เขาก็ยังเป็นคน (ขอปรับคำใช้เพื่อให้เหมาะสมหน่อย) เขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เหนื่อยบ่าฝ่าแรง ก็สามัคคีกันเข้าไว้เถอะครับ จะทำให้สังคมโลกเราดีขึ้นกว่าทุกวันนี้แน่ๆครับ

4.5/5

ปล. หลังจากไปดูรอบซาวน์แทรคแถวโรงหนังชานเมืองใกล้ๆบ้านผม ก็พบว่าในรอบ Soundtrack ในหนังเรื่องนี้นั้น คนน้อยๆๆๆๆๆมากๆ และมานั่งคิดดูว่า ต่อไปคนแถวโรงหนังชานเมืองอย่างผม จะมีหนังแอนิเมชั่นหรือหนังเด็กในดูแบบ Soundtrack อยู่อีกหรือไม่ เพราะรอบสำหรับ Soundtrack น้อยลงเรื่อยๆ (ขนาดเรื่องนี้ผมยังคิดว่าคงจะมีแต่พากย์ไทย แต่บังเอิญมีแบบบรรยายไทยอยู่ด้วย)

The Princess Bride (1987) เจ้าหญิงมงกุฎทอง

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีของ William Goldman ซึ่งตัวเขาเองก็เขียนบทหนังในเรื่องนี้เองด้วย

ท้องเรื่องของเรื่องนี้ก็ตามหนังแฟนตาซีธรรมดาทั่วไปนะครับเพียงแต่ในตอนแรกจะดูรวบรัดไปหน่อย เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ เวสต์ลีย์ (Cary Elwes) เด็กหนุ่มชาวไร่ ที่รักกับ บัตเตอร์คัพ (Robin Wright) แต่เวสต์ลีย์ต้องจากนางไปเพราะโดนโจรสลัดเอ็ดเวิร์ดจับตัวไประหว่างทางที่จะไปทำงานที่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมาสู่ขอบัตเตอร์คัพ และระหว่างนั้นบัตเตอร์คัพที่คิดว่าคู่รักตนเองจากไปแล้วก็โดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายฮัมเปอร์ดิงซ์ (Chris Sarandon) แต่ก่อนการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงได้ถูกจับตัวไป และในระหว่างทางก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆมากมายเช่น ยักษ์ ดินแดนประหลาด สัตว์ประหลาด แม่มด สิ่งวิเศษ และการต่อสู้ต่างๆมากมาย

การดำเนินในช่วงแรกออกจะน่าเบื่อหน่อยนะครับ ถ้าใครได้ดูหนังแฟนตาซี Plot เดิมๆเรื่องอื่นๆมาแล้ว ช่วงกลางก็พอมันส์ได้เรื่อยๆบ้างนะครับ ออกจะมีมุกตลกแทรกออกมาเป็นระยะๆให้ขำกัน แต่ช่วงหลังเรื่องเริ่มเละเทะหน่อย เมื่อหนังเริ่มอัดมุกตลกเข้ามาเยอะและทำให้เริ่มเบื่อ แต่บางฉากก็เรียกเสียงตลกได้จากกริยาและท่าทางของตัวละครได้เหมือนกัน ช่องโหว่เรื่องความสมจริงและปาฏิหาริย์มากมายเริ่มโผล่ออกมาจากหนัง ทำให้หนังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ีเมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีทั่วไป แถมความบังเอิญมากมายก็อัดเข้ามาอีก เมื่อความไม่ฉลาดตัวละครทำให้หนังเริ่มดูแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น และดนตรีก็เข้ามาผิดจังหวะเกินไป บางช่วงอยากมาก็มา เหมือนพยายามจะบังคับจังหวะอารมณ์ของหนัง แต่ใส่เข้ามาผิดจังหวะทำให้แย่ลงไปอีก ทำให้หนังช่วยได้แค่ในเรื่องของฉากแอ็คชั่น และฉากตลก (ที่ใส่เข้ามาขัดกับหนัง) แต่ก็ยังดีที่ได้ฉากแอ็กชั่นมาแก้ขัดไปได้บ้าง

ในตอนหลังหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเทียบกับเรื่อง Stardust หลังจากทำเงินไปได้น้อยในอเมริกา เพราะเป็นหนังที่สร้างจากนิยายเหมือนกัน และทำรายได้ไม่ค่อยเยอะไปเหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเทียบโดยรวม ผมคิดว่าเรื่อง Stardust ยังออกมาดูดีกว่าเรื่องนี้ เพราะเรื่องหลังนั้นมีความตื่นเต้นมากกว่า มีฉากแฟนตาซี ความสมจริง(?)มากกว่า โดยที่เน้นไปในทางตื่นเต้น ผจญภัย มากกว่าที่จะเป็นหนังตลก (ถึงจะมีฉากตลกแต่ก็มีแทรกเข้ามาได้อย่างไม่น่าเกลียด) ซึ่งไม่เหมือนที่เรื่องนี้ที่ออกมายังดูชอบกลๆ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากเหมือนคะแนนวิจารณ์จากบางเว็บ ปล่อยใจดูว่าไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นมาก่อน และโปรด”อย่า”คาดหวังกับความสมจริงนัก

3.5/5

War of the Worlds (2005) อภิมหาสงครามล้างโลก

แนว ไซไฟ ผจญภัย ระทึกขวัญ

สร้างจากนิยายไซไฟสุดดังของ H.G. Wells ที่เคยนำไปสร้างเป็นหนังไปแล้วทีหนึงในปี 1953

เรื่องของชายหนุ่ม เรย์ เฟอริเออร์ (Tom Cruise) ที่เลิกกับแฟนแล้ว และต้องมีเวรรับเลี้ยงลูกในสุดสัปดาห์พอดี ซึ่งเขาก็มีปัญหากับลูกสองคนนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่พอหลังจากนั้นไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น และมีสิ่งจากต่างดาวมาบุกโลกครับ ซึ่งเรย์ ก็ต้องเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ให้ได้โดยต้องปกป้องลูกอีก 2 คนด้วย

หนังพยายามจะเอาประเด็นของครอบครัวเข้าไปนะครับ ซึ่งก็ช่วยทำให้หนังพอดูได้ขึ้นมาในอีกระดับหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วถ้าไม่นับฉากแอ๊คชั่นและประเด็นของครอบครัว ก็จะดูเหมือนหนังโหวงเหวงไม่มีอะไรเลยจริงๆ การแสดงก็แบบ เอ่อ พี่ทอมครับ ผมว่าพี่แกเขาเล่นแปลกๆนะครับ คือเล่นดีก็เล่นดีบ้างนะครับ แต่มันไม่เหมาะเลย ที่จะเป็นพ่อเนี่ย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร็อบบี้ด้วยแล้ว ส่วนวิวัฒนาการของตัวละครนั้นก็ไม่มีให้เห็นเด่นชัดครับ ช่วงแรกๆเหมือนเอื่อยๆนะครับ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มตื่นเต้นแล้วล่ะครับ และตอนจบก็ดูเหมือนเอ่อ มันแผ่วเลยล่ะครับ ตรงนี้บทยังถือว่าอ่อนอยู่ ส่วนที่ต้องชมจริงๆคือฉากการเอาชีวิตรอดครับ ดูระทึกดีจริงๆ เป็นอันว่าดูพอเอาได้ล่ะครับ อย่าคิดมาก เอาฉากความตื่นเต้นในช่วงกลางๆเรื่องเป็นพอ

เกือบๆสองดาวครึ่งครับ 1/2

Casino Royale (2006) พยัคฆ์ร้าย เดิมพันระห่ำโลก

หนังที่เรียกได้ว่าบอกเล่าถึงสายลับหน้าใหม่ เจมส์ บอนด์ (Daniel Craig) ตั้งแต่เพิ่งได้รหัส 007 มาครั้งแรก และภารกิจแรกๆของเขาที่คาสิโน รอยัล ที่ต้องต่อกรกับ เลอชีฟ (Mads Mikkelsen) นายธนาคารที่ทำงานให้กับผู้ก่อการร้าย (น้อยภาคในหนังชุดนี้ที่ตัวร้ายจะไม่ได้เป็นคนร้ายจริงๆแต่เป็นแค่คนที่หวังเงินจนต้องเกี่ยวพันไปกับคดีนี้ด้วย) ในการเล่นโป๊กเกอร์ โดยมีพนักงานบัญชีของทางการชื่อ เวสเปอร์ ลินด์ (Eva Green) คอยมาจัดการเรื่องเงินด้วย

ภาคนี้ที่ผมชอบก็คือ ปมของเจมส์บอนด์ที่เราเห็นในภาคแรกๆครับ อย่างเช่นคำถามที่ว่า ทำไมบอนด์จึงไม่รักใครจริงๆจังๆซะทีนะ ทำไมบอนด์ดูไม่โหดเลย ฯลฯ ที่เห็นในภาคนี้ก็จะบอนด์มีนิสัยที่แตกต่างจากภาคก่อนๆมาคือดูเคร่ง อวดดี ถือตน

พอดีผมไม่เคยดูภาค เพรียซ์ บรอสแนน หรือ โรเจอร์ มัวร์ เล่น นะครับ ทำให้ดูเหมือนภาคนี้ข้ามขั้นมากสำหรับผม ฉากแอ๊คชั่นก็ดูไม่เหมือนสไตล์บอนด์อ่ะครับ ดูแปลกๆ แต่สำหรับแฟนๆบอร์น หรือคนที่เคยดูจากภาคก่อนๆมาแล้วชินแล้วก็อาจจะไม่รู้สึกเหมือนผมก็ได้ครับ เพราะฉะนั้นคะแนนข้างล่างเป็นเหตุผลส่วนตัวของผมนะครับ ดูประดับไปก็แล้วกัน และก็อย่างฉากเล่นโป๊กเกอร์ มันดูไม่ค่อยชิงไหวชิงพริบเท่าไหร่ ส่วนหนึ่งก็เพราะว่าผมเล่นโป๊กเกอร์ไม่เป็น เลยไม่ค่อยเข้าใจ

แต่หนังก็สร้างความตื่นเต้นให้ได้ครับ ฉากตอนท้ายๆ นึกว่าจะจบแล้วต่อก็ยังไม่จบ แถมมีหักมุมอีกแหนะ ดำเนินเรื่องเฉียบขาด แถมฉากไตเติ้ลเปิดเรื่องสวย+จินตนาการเปี่ยมจังเลยครับ ฉากแ๊อ๊็คชั่นก็พอใช้ได้ครับ ร่วมสมัยดี เพราะผมดูข้ามยุคมาซะหน่่อย ก็เลยดูเหมือนตื่นเต้นมากๆ

ชอบพอสมควรครับ สำหรับยุคนี้

3.5/5

King Kong (1976) คิงคอง

หนังคิงคองเวอร์ชั่นที่ 2 (เวอร์ชั่นแรกปี 33) ที่เอามาทำใหม่จนแทบจะเละเทะ

เรื่องของ เฟรด วิลสัน (Charles Grodin) ที่ออกเรือมาหาน้ำมันจากเกาะลึกลับที่คาดว่าจะมีน้ำมันที่ทำเงินเป็นจำนวนมากอยู่ สักพักก็มีนักวิชาการทางด้านสัตว์แอบพ่วงมาด้วยคือ แจ็ค เพรสคอตต์ (Jeff Bridges) และระหว่างทางนั้นก็ได้รับสาวที่เรือล่มกลางทาง และช่วยเหลือมา นามว่า ดวอน (Jessica Lange) ซึ่งกะจะไปถ่ายทำหนังที่เธอนั้นเล่นเป็นนางเอกเรื่องแรก (และในชีวิตจริง เธอก็เล่นหนังเรื่องนี้เป็นนางเอกเรื่องแรกด้วย) พอไปถึงเกาะก็พบว่ากว่าจะนำน้ำมันมาใช้ได้ก็เกือบหมื่นปี ระหว่างนั้นเอง ดวอนก็ถูกลิงยักษ์นามว่า คอง จับตัวไป เฟรดจึงตั้งใจว่าจะนำเธอมาเล่นการแสดงกับลิงยักษ์ตะลอนไปทั่ว หลังจากจับตัวลิงยักษ์มาได้แล้ว คองก็เข้าใจผิดจึงแหกกรงออกมาถล่มบ้านเมืองเรียบเพื่อจะหาตัวนางเอก ซึ่งสุดท้ายก็ขึ้นไปบนดาดฟ้าตึกเวิลด์เทรด (ซึ่งปัจจุบันก็ถูกถล่มลงมาแล้ว)

เห็นได้ชัดว่าปัญหาคือตัวบทและการดำเนินเรื่อง ตัวละครก็ไม่ค่อยมีมิติให้เราได้มีอารมณ์ร่วมไปกับมันด้วยเลย อย่างคิงคอง ตอนแรกๆ ตาก็หื่นเชียว ไม่มีความรู้สึกที่เหมือนในตอนท้าย และที่สุดๆก็คือแอฟแฟกต์ ที่ห่วยสุด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าทำไม จะทำให้ดีกว่านี้หน่อยก็ไม่ได้ ภาพดูเละ สีดูเปรอะอย่างไรไม่รู้ (รึว่าตัว DVD แบบถูกๆจะไม่ดี) การแสดงของ Jessica Lange หรือ ดวอน ในเรื่องก็ดูแปลกๆ ซึ่งบทนี้ก็มีคนเคยมีข่าวมาเล่นและก็ถอนตัวออกไปอย่างเช่น Barbra Streisand หรือว่าจะเป็น Bo Derek แต่เรื่องนี้ก็ถือว่าแจ้งเกิดให้กับเธอเช่นกัน โดยในเรื่องนี้ตัวละครที่ขัดตามากที่สุดคือ ดวอน ซึ่งดูเหมือนว่ามันมีช่องโหว่และความตลกเข้ามาเยอะแยะในตัวละครๆนี้ โดยแทนที่จะให้มีมิติมากกว่านี้ก็ไม่มี แต่กลับทำให้ตัวละครนี้ดูแย่ลง แม้จะสวยแค่ไหนก็ตาม

แนะนำว่าไปดูภาค 1933 หรือ 2006 อันใหม่ล่าสุดจะดีกว่าเยอะเลย แต่ถ้าอยากจะดูว่าเรื่องนี้มันห่วยแค่ไหน ก็สามารถตามหาได้ตามแผงขาย VCD ไม่ถึง 20 บาท หรือว่า DVD ที่ไม่ถึง 90 บาท ได้ตามร้านแผงทั่วไป

1.5/5