What Happens in Vegas (2008) หนุ่มฟุ้ง สาวเฟี้ยว เปรี้ยวรักที่เวกัส

เรื่องนี้จะไม่ขอพูดมากนะครับ พอดีว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เลยยุ่งๆนิดหน่อย

เริ่มเรื่องที่ แจ๊ค ฟูลเลอร์ (Ashton Kutcher) หนุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจต่อหน้าที่การงาน เลยทำให้เขาถูกไล่ออก แจ๊คเลยไปเที่ยวที่ลาส เวกัส ที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพนันหลากหลายรูปแบบ และการผ่อนคลายแบบสุดเหวี่ยง ผลก็คือทำให้เขาได้เจอกับสาวนาม จอย แมคแนลลี่ (Cameron Diaz) ที่ผิดหวังในความรักหลังจากคู่แต่งงานบอกเลิก จึงมาปลดปล่อยที่นี่ พร้อมทั้งแต่ละฝ่ายก็ยังพาเพื่อนมาด้วยกันอีก

แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้จอยและแจ๊คพบกันในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะระบบของโรงแรมทำงานผิดพลาด หลังจากคลี่คลายเรื่องห้องพักสำเร็จ แจ๊คก็ชวนจอยไปสนุกกันด้วยการกินเหล้า และเล่นพนันอย่างอื่นๆกันในค่ำคืนนั้นจนลืมตัว พอตื่นมาในตอนเช้า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงรีบเตรียมหย่าทันที แต่พอยังไม่ได้ทำอะไร ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้รับเงินจากการเล่นและได้แจ๊กพอตเป็นเงินจำนวนหลายล้าน(เหรียญสหรัฐฯ) โดยทั้งสองก็อ้างว่าเป็นเงินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจาก เป็นเหรียญของจอย แ่ต่แจ๊คเอาไปใส่และโยกจนได้แจ๊กพอต พอขึ้นศาล ทั้งศาลก็ให้ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาไปก่อน 6 เดือน จนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าพยายามประคับประคองชีวิตสมรสไปได้ตลอด งานนี้ทั้งสองจะทำได้สำเร็จหรือไม่ คงต้องไปดูกันเอาเอง

หนังไม่ได้มีอะไรมากครับ ดูเหมือนว่าจะขายดารากันอย่างเดียวและบทก็คงเดิมๆ และเดาๆได้อยู่แล้วสำหรับแนว โรแมนติก/คอเมดี้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ที่แม้จะดูหน้าตาไม่หน้าเอามาลงในช่วงซัมเมอร์ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจ (ต่อจากเรื่อง Iron Man) ด้วยมุกตลกและท่าทางที่ดูเอาูเพลินๆ และดาราที่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่จุดขาย แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับเล่นได้ดีเหมือนกัน ดูเข้าขากันดีมากๆ ดูสนุกก็เพลินๆ น่ารักๆ ดีครับ

ประทับใจส่วนตัวครับ

4.5/5

ปล. สงสัยว่าทำไม 6 เดือนมันเร็วขนาดนั้น ถ้าหนังอยากจะถึงฉากจบเร็วๆ หนังก็น่าจะทำให้คนดูเชื่อถือหน่อยว่าูมันผ่าน 6 เดือนไปได้จริงๆแล้ว(ในหนัง) แต่พอดูแล้วกลับคิดว่าผ่านไปแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งดูแล้วทำใหรู้สึกแปลกๆ สะดุดอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้

City Lights (1931)

ภาพยนตร์ตลกอีกเรืองของนักแสดงตลก(รวมทั้งผู้กำกับ)ผู้ยิ่งใหญ่ Charlie Chaplin (หรือ Charles Chaplin)

เรื่องของชายพเนจร (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ชื่อนี้ แต่คนมักเรียกว่า The Tramp หรือ คนพเนจร) ที่เดินไปเดินมาในเมืองไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดคนหนึ่ง (Virginia Cherrill) ที่ทำให้เขาหลงรัก ต่อมาด้วยความบังเอิญเขาก็ได้เป็นเพื่อนของเศรษฐีชายขี้เมาผู้หนึ่ง และหลังจากสืบจนได้ความว่าหญิงตาบอดผู้นี้มีฐานะยากจน+ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่า ทำให้เขาหาทางที่จะหาเงินมาโดยเร็วที่สุดมาให้ได้ แม้แต่การเก็บสิ่งปฏิกูลตามทาง การชกมวย หรือไปจนถึงการขโมย!

ตัวละครชายพเนจรของ Chaplin นั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเรียกเสียงฮาได้อย่างเดียว เพราะจิตใจของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความดี แม้จะเงอะงะ ทื่อๆหน่อยก็ตาม เขามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยหญิงตาบอด และช่วยเศรษฐีจากการฆ่าตัวตาย จากความปรารถนาดีของ”ชายพเนจร”คนนี้

“เพราะพรุ่งนี้นกยังส่งเสียงร้อง” ประโยคที่ชายพเนจรพูดกับเศรษฐี ที่หมายถึง แม้แต่นก ซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ทุกๆวันมันก็ยังส่งเสียงร้อง แม้ว่าชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็ยังส่งเสียงร้อง ไม่มีเรื่องของการฆ่าตัวตาย หรือท้อแท้ในชีวิต ต่างกับคนซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต”ชั้นสูง”ที่ถึงแม้จะมีสมองใหญ่กว่า แต่ก็กลับอยากจะฆ่าตัวตาย ไม่อยากอยู่ต่อสู้ชีวิต หลบหนีสังคม หนีปัญหาโดยวิธีการผิดๆ ฯลฯ มีปัญหามากมาย แต่สัตว์ที่เราเรียกว่า สัตว์ชั้น”ต่ำ” บางทีกลับยังมีสมองและความคิดมากกว่ามนุษย์เสียอีก สัตว์ชั้น”สูง”ยังชอบไปทำลายสัตว์ชั้น”ต่ำ”มากกว่าเลย เพราะฉะนั้น สัตว์ชั้น”สูง” บางทีก็น่าจะทำตัวและมีความคิดที่ดีๆหน่อยนะครับ อย่างเช่นการฆ่าตัวตาย เกิดมาในชีวิตหนึ่ง อย่าทำชีวิตสูญเปล่าไปกับการกระทำของเรา(หรือของคนอื่น)เพียงครั้งเดียว แต่ให้มองภาพกว้าง เปิดโลก เปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นอีกนิด มองการแก้ปัญหาต่อการกระทำของเรา การปรับปรุง แก้ไขในสิ่งต่างๆที่ผ่านมาแล้ว และคุณจะเห็นว่าโลกนี้มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ทำอีกมากมาย

ต้องยอมรับครับว่าสมัยนี้หาหนังเก่าดูได้ยากมาก โดยเฉพาะหนังเงียบ แต่ในที่สุดผมก็ได้ดูเรื่องนี้เป็นหนังเงียบเรื่องแรก และหนังของ Chaplin เรื่องแรกอีก เพราะหนังแฝงตลกมากับท่าทางและการกระทำของชายพเนจร และมีเรื่องให้ซึ้งๆในตอนท้ายอีก รับรองว่าหนังเงียบ แต่ไม่เงียบทางอารมณ์และความฮาแน่นอน ในตอนจบ แม้จะไม่มีเสียงหรือคำพูดในเยอะแยะ แต่ก็ซาบซึ้งกินใจในอารมณ์และความรู้สึกได้พอสมควรครับ

ในตอนแรกที่หนังเริ่มสร้างนั้น เป็นช่วงยุคการมาของหนังมีเสียงครับ (ช่วงปี 1930) แต่ Chaplin ก็ตัดสินใจที่จะสร้างเป็นหนังเงียบครับ และใช้ดนตรีมาช่วยในเรื่องของอารมณ์แทน

หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหนังเงียบนั้นก็มีดีกว่าหนังบางเรื่องที่ถึงแม้จะมีเสียงแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

5/5

Airplane! (1980) บินเลอะมั่วแหลก

Airplane! คือหนังล้อเลียน หรือหนัง Spoof รุ่นแรกๆ ที่ทำออกมาได้สนุกและตลก

ก่อนอื่น คุณต้องถามตัวเองว่า ชอบหนังที่ไม่คิดอะไรมากไหม และเคยดูหนังเรื่องที่เขาเอามาล้อรึเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ผมก็แนะนำสำหรับเรื่องนี้ แต่โดยส่วนตัวผมชอบในระดับหนึ่ง ไม่ได้ชอบในระดับที่ถึงกับว่ามากนัก ก็เพราะว่าผมไม่เข้าใจมุกที่เล่นเกี่ยวกับดารา และท่าทางของดาราต่างๆ (คนรุ่นเก่าๆ ที่เคยดูหนังเยอะๆมากๆน่าจะรู้) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ฮาซะทีเดียวนะครับ เพราะว่า มันมีมุกเกี่ยวกับท่าทางที่ชวนตลกได้อยู่เหมือนกัน

โครงเรื่องของเรื่องนี้ทำออกมาเชิงๆจะล้อเลียนหนังหายนะทั้งหลายที่สร้างมาในยุคสมัยนั้นครับ เริ่มที่ในสนามบินแห่งหนึ่ง เท็ด สไตร์เกอร์ (Robert Hays) ออกตามหาแฟนสาวของเขาที่เป็นแอร์โฮสเตส จนถึงขนาดนั่งเครื่องบินตามไปด้วย ระหว่างทางก็เจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ทั้ง การที่ผู้โดยสรรวมถึงผู้ควบคุม มีอาการแปลกๆ หลังจากกินอาหารเข้าไป จนทำให้ต้องหาคนมาคุมเรื่องบินโดยด่วน

สำหรับเรื่องนี้ผมคงไม่ว่าอะไรมากนะครับ ถ้าคุณเป็นนักดูหนังในช่วง 60-70 และรู้จักบุคลิกท่าทางของดารานักแสดงอยู่บ้างก็น่า่จะเข้าใจและตลกไปกับมันได้ครับ ส่วนคนที่เกิดไม่ทันและไม่รู้จักอะไรใครเลย ก็น่าจะดูเพลินๆไม่คิดมากอะไรไปกับหนังไม่เหมือนกัน

3.5/5

Horton Hears a Who! (2008) ฮอร์ตันกับโลกจิ๋วสุดมหัศจรรย์

จากการเข้าดูครั้งแรกผมไม่คาดหวังอะไรมากจากหนังเรื่องนี้ เพราะดูจากการโปรโมต(ในไทย) ตัวอย่างหนัง และหนังแอนิเมชั่น(บางเรื่อง) หลงนึกไปว่าคงเป็นหนังแอนิเมชั่นสำหรับเด็กแบบเดิมๆ(อีกแล้ว) พลางเข้าไปนั่งดูแบบไม่หวังอะไร เอาเพลินให้ได้เป็นพอ

หากแต่หลังจากดูเรื่องนี้จบ ผมก็ต้องเปลี่ยนคำพูดใหม่ เพราะตัวหนังนั้นมีดีกว่าหน้าหนังที่ทำออกมาแบบแอนิเมชั่นธรรมดาทั่วไป แม้จะไปดูเรทของหนังเรื่องนี้ก็พบว่าแค่เรท G (ดูได้ทุกวัย – เรทต่ำสุดในเรทหนังด้วยกัน) เท่านั้นเอง แต่ผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนาน และหลงรักหนังเรื่องนี้ไปกับเด็กได้ด้วยอีกต่างหาก

หนังเริ่มขึ้นเมื่อ ฮอร์ตัน (ให้เสียงโดย Jim Carrey) ช้างใหญ่ในป่าผู้มีจิตใจซื่อสัตย์และมีอุดมการณ์ที่แรงกล้า คิดอย่างไรก็พูดออกมาอย่างนั้น ได้ยินเสียงจากละอองเล็กๆ และหลังจากตามล่าและสื่อสารกันได้ ก็พบว่าละอองเล็กๆที่มันเห็นนั้น คือเมือง ฮูวิล ที่มีที่มีนายกเทศมนตรี (ให้เสียงโดย Steve Carell) ปกรองเมืองอยู่ แต่สัตว์ในป่าก็ไม่มีใครเชื่อเขาว่าละอองฝุ่นเล็กๆนั้นจะมีอะไรจริงๆ จนแม่จิงโจ้ (ให้เสียงโดย Carol Burnett) ผู้ตั้งตัวเป็นผู้นำในป่า ไม่เชื่อฮอร์ตันเรื่องละอองฝุ่น และเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระและส่งผลกระทบแต่เด็กๆของสัตว์ทุกตัวในป่า เธอจังคิดแผนร้ายเพื่อทำลายละอองเล็กๆนั้น

หนังมีสอดแทรกมุกตลกให้มาได้อมยิ้มกันเป็นระยะๆครับ เฉียบคมมากๆ ตัวละครนั้น ถึงแม้จะเป็นตัวละครในหนังแอนิเมชั่น แต่ก็ฉลาด ไม่แข็งทื่อทางด้านจิตใจ จะเด็กหรือผู้ใหญ่ก็สามารถสนุกสนานเพลิดเพลินไปกับหนังเรื่องได้เช่นกันครับ (แอบเชียร์เรื่องลุ้นให้เป็นหนังที่ได้เข้าชิงออสการ์สาขาหนังแอนิเมชั่น แม้จะแอบคิดว่า Wall-E อาจจะได้ไป แต่เรื่องนี้ถ้าได้ชิิงก็น่าจะเป็นคู่แข่งอีกเรื่องที่พอน่ากลัวอยู่บ้าง)

ตัวหนังสอดแทรกข้อคิดเล็กน้อยครับ นั่นคือ ไม่ว่าใครจะเป็นอะไร เป็นคนโง่ เลว หรือว่าดีอย่างไร แต่เขาก็ยังเป็นคน (ขอปรับคำใช้เพื่อให้เหมาะสมหน่อย) เขาจะเป็นอย่างไร เขาก็ยังเป็นเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน เพราะฉะนั้น ถ้าไม่เหนื่อยบ่าฝ่าแรง ก็สามัคคีกันเข้าไว้เถอะครับ จะทำให้สังคมโลกเราดีขึ้นกว่าทุกวันนี้แน่ๆครับ

4.5/5

ปล. หลังจากไปดูรอบซาวน์แทรคแถวโรงหนังชานเมืองใกล้ๆบ้านผม ก็พบว่าในรอบ Soundtrack ในหนังเรื่องนี้นั้น คนน้อยๆๆๆๆๆมากๆ และมานั่งคิดดูว่า ต่อไปคนแถวโรงหนังชานเมืองอย่างผม จะมีหนังแอนิเมชั่นหรือหนังเด็กในดูแบบ Soundtrack อยู่อีกหรือไม่ เพราะรอบสำหรับ Soundtrack น้อยลงเรื่อยๆ (ขนาดเรื่องนี้ผมยังคิดว่าคงจะมีแต่พากย์ไทย แต่บังเอิญมีแบบบรรยายไทยอยู่ด้วย)

The Princess Bride (1987) เจ้าหญิงมงกุฎทอง

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีของ William Goldman ซึ่งตัวเขาเองก็เขียนบทหนังในเรื่องนี้เองด้วย

ท้องเรื่องของเรื่องนี้ก็ตามหนังแฟนตาซีธรรมดาทั่วไปนะครับเพียงแต่ในตอนแรกจะดูรวบรัดไปหน่อย เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ เวสต์ลีย์ (Cary Elwes) เด็กหนุ่มชาวไร่ ที่รักกับ บัตเตอร์คัพ (Robin Wright) แต่เวสต์ลีย์ต้องจากนางไปเพราะโดนโจรสลัดเอ็ดเวิร์ดจับตัวไประหว่างทางที่จะไปทำงานที่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมาสู่ขอบัตเตอร์คัพ และระหว่างนั้นบัตเตอร์คัพที่คิดว่าคู่รักตนเองจากไปแล้วก็โดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายฮัมเปอร์ดิงซ์ (Chris Sarandon) แต่ก่อนการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงได้ถูกจับตัวไป และในระหว่างทางก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆมากมายเช่น ยักษ์ ดินแดนประหลาด สัตว์ประหลาด แม่มด สิ่งวิเศษ และการต่อสู้ต่างๆมากมาย

การดำเนินในช่วงแรกออกจะน่าเบื่อหน่อยนะครับ ถ้าใครได้ดูหนังแฟนตาซี Plot เดิมๆเรื่องอื่นๆมาแล้ว ช่วงกลางก็พอมันส์ได้เรื่อยๆบ้างนะครับ ออกจะมีมุกตลกแทรกออกมาเป็นระยะๆให้ขำกัน แต่ช่วงหลังเรื่องเริ่มเละเทะหน่อย เมื่อหนังเริ่มอัดมุกตลกเข้ามาเยอะและทำให้เริ่มเบื่อ แต่บางฉากก็เรียกเสียงตลกได้จากกริยาและท่าทางของตัวละครได้เหมือนกัน ช่องโหว่เรื่องความสมจริงและปาฏิหาริย์มากมายเริ่มโผล่ออกมาจากหนัง ทำให้หนังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ีเมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีทั่วไป แถมความบังเอิญมากมายก็อัดเข้ามาอีก เมื่อความไม่ฉลาดตัวละครทำให้หนังเริ่มดูแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น และดนตรีก็เข้ามาผิดจังหวะเกินไป บางช่วงอยากมาก็มา เหมือนพยายามจะบังคับจังหวะอารมณ์ของหนัง แต่ใส่เข้ามาผิดจังหวะทำให้แย่ลงไปอีก ทำให้หนังช่วยได้แค่ในเรื่องของฉากแอ็คชั่น และฉากตลก (ที่ใส่เข้ามาขัดกับหนัง) แต่ก็ยังดีที่ได้ฉากแอ็กชั่นมาแก้ขัดไปได้บ้าง

ในตอนหลังหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเทียบกับเรื่อง Stardust หลังจากทำเงินไปได้น้อยในอเมริกา เพราะเป็นหนังที่สร้างจากนิยายเหมือนกัน และทำรายได้ไม่ค่อยเยอะไปเหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเทียบโดยรวม ผมคิดว่าเรื่อง Stardust ยังออกมาดูดีกว่าเรื่องนี้ เพราะเรื่องหลังนั้นมีความตื่นเต้นมากกว่า มีฉากแฟนตาซี ความสมจริง(?)มากกว่า โดยที่เน้นไปในทางตื่นเต้น ผจญภัย มากกว่าที่จะเป็นหนังตลก (ถึงจะมีฉากตลกแต่ก็มีแทรกเข้ามาได้อย่างไม่น่าเกลียด) ซึ่งไม่เหมือนที่เรื่องนี้ที่ออกมายังดูชอบกลๆ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากเหมือนคะแนนวิจารณ์จากบางเว็บ ปล่อยใจดูว่าไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นมาก่อน และโปรด”อย่า”คาดหวังกับความสมจริงนัก

3.5/5

Love Actually (2003) ทุกหัวใจมีรัก

หนังที่จับความรักของหลายๆคู่มาอย่างเช่น ความรักแบบพ่อเลี้ยง-ลูก, สามี-ภรรยา, เจ้านาย-ลูกน้อง, เพื่อน-เฟนเพื่อน, สาวใช้-คนเขียนหนังสือ ฯลฯ อะไรประมาณนี้ครับ

หนังเล่าเรื่องได้ดีครับ ถึงแม้จะมีตั้งหลายคู่ แต่ก็โยงเรื่องราวได้ดี มีมุขฮาๆมาแทรก ความโรแมนติกกินใจ ซึ้งๆ น่ารักๆ แง่คิดและข้อคิดดีๆ (ความไม่เชื่อใจของบางคู่รัก การที่บอกว่าเรารักเขาไปเมื่อสาย ฯลฯ) หลายๆคู่ ดูแล้วสบายใจ เมื่อ ดาราดังๆมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน กับเพลงเพราะๆ เหมาะสำหรับช่วงที่ใกล้จะถึงคริสต์มาสพอดีด้วยครับ กับนักเขียนบทหนังโรแมนติค/ตลกอย่าง Richard Curtis ที่เรื่องนี้เขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังเองบ้าง ซึ่งก็ทำได้ดีในแง่ของการผูกเรื่อง การสอดแทรกตัวละครที่ทำให้เรื่องมีสีสันมากขึ้น

แต่มันยังดูเหมือนอะไรบางอย่างขาดๆหายไปนะครับ อีกนิดๆเดียวก็จะถึงจุดที่สุด ประมาณว่าเรายังไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ บางคู่ก็ดูหละหลวมไปนิดหนึง แตหนัง่ทำออกมาได้ในระดับนี้ก็ถือว่าดีมากแล้วล่ะครับ แนะนำสำหรับคนอยากเก็บแง่คิดเกี่ยวกับความรัก ในเรื่องนี้คุณจะได้ไปพอสมควรอยู่เหมือนกัน

“ความรักอยู่รอบตัวเรา” อันนี้เป็นวลีที่ดีมากๆครับ วันใดวันหนึ่งเมื่อเราเห็นว่าไม่มีใคร แต่จริงๆแล้วมีใครที่เคยรักเรา ห่วงใยเราอยู่เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ-แม่ แฟน ลูก แฟนคลับ เพื่อนห่างๆ หรือผู้คนอื่นๆ ซึ่งบางทีเรื่องเหล่านี้ก็สามารถทำให้ผู้คนมีความหวัง และสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้ายต่างๆได้ครับ

4.5/5

Brazil (1985) แหกกฏศตวรรษ

แนว อนาคต ไซไฟ แฟนตาซี ตลกเสียดสี

หนังอังกฤษที่เล่าถึงอนาคต เมื่อคนยึดติดกับค่าวัตถุนิยม ซึ่งผู้คนถูกกักขังด้วย ระบบ และวัตถุ ซึ่งทำให้ผู้คนแทบทำอะไรไม่ได้ เมื่อระบบมีปัญหาก็จับผู้ต้องหาผิดคนและทำให้ต้องตาย ทำให้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ของความหวาดระแวง อ้างว่าคนนู้นคนนี้เป็นผู้ก่อการณ์ร้าย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ระบบมีปัญหา คนที่ชอบทำอะไรแหกกฏในทางที่ดี (!?)

หนังใช้การเล่าเรื่องแบบจริงตัดกับฝัน หรือกึ่งจริงกึ่งฝัน ถึงความโหยหาอิสระของ แซม ลาวรี่ (Pryce) กับการผิดพลาดที่ใช้ระบบยึดติดมากเกินไป และทำให้แมลงตัวหนึ่งบินมาตกที่ตัวหนังสือออกหมายจับในการก่อการร้าย และทำให้ชื่อของคนที่จะต้องจับตัวผิดไป จากคนที่ชื่อ Tuttle (Niro) ที่เขาเป็นคนที่ไม่ชอบการกระทำของรัฐบาล ก็กลายเป็นคนที่ชื่อ Buttle ไป โดยส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาอย่างมาก จนญาติที่อยู่ชั้นบนชื่อ จิล เลย์ตั้น (Greist) มาทวงความยุติธรรมคืนให้เพื่อนบ้านที่สำนักงานจัดการระบบ ส่วนลาวรี่ก็ได้เจอ เลย์ตั้น ที่หน้าตาเหมือนกันหญิงในฝันของเขา ในฝันของเขาเขาฝันว่าเป็น Hero ที่โบยบินอิสระหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์และกำลังตามล่าคนร้ายที่จับหญิงในฝันของเขาไป

งานด้านภาพเยี่ยมยอดครับเข้าขั้นเทพเลยล่ะ และยังถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับยุคนั้น (ซึ่งในยุคนี้ก็ยังคงดูแปลกใหม่อยู่) เล่นกับประเด็นความหวาดระแวงคอมมิวนิสต์ของมนุษย์ และระบบวัตถุได้อย่างเยี่ยมยอด ออกแนวเสียดสีด้วยล่ะครับ อย่างเช่น สายลับของรัฐบาล การทำศัลยกรรมพลาสติก ความเพ้อฝันเรื่องยอดมนุษย์ ฯลฯ (ลองหาอ่านเกร็ดหนังในหนังสือหรือตามเว็บบ้างก็ดีนะครับ มันค่อนข้างจะเข้าใจยากในบางเรื่อง จะได้เพิ่มความเข้าใจในบางฉากบ้าง)

ตลกนั่นก็มีแต่แบบตลกเสียดสี ผมว่าทั้งเรื่องตัวหลักเด่นๆเห็นจะเป็น Pryce คนเดียวเนี่ยแหละครับ และก็เล่นได้ดีเยี่ยมด้วย ส่วนคนอื่นๆเหมือนเป็นตัวประกอบมากกว่านะครับ จุดไคลแมกซ์ก็ตื่นเต้นครับ โอ้ คิดได้ยังไง ให้จบแบบนี้เนี่ย

4/5 แนะนำ

ปล. สำหรับผู้อยากรู้ความหมายของชื่อเรื่อง Brazil กระทู้หมดอายุไปนานแล้ว และก็ลืมก๊อปไว้ซะด้วย แต่ตอนนี้เผอิญหาเจอและครับ งั้นขอยกมาไว้ในนี้เลยก็แล้วกัน

ชื่อหนัง Brazil น่าจะหมายถึงอะไร

คำว่า Brazil (ในหนัง) น่าจะหมายถึงทางหนีให้พ้นไปจากระบบราชการที่ชั่วร้าย ของสังคมที่ล่มสลายในอนาคตอันใกล้(แบบในเรื่องใครที่ดูคงนึกออกว่ามันแย่ แค่ไหน) ซึ่งสะท้อนออกมาเป็น สถานที่ (ที่ชื่อว่า Brazil) อันได้ยินอยู่ในเพลงที่คลอไปตลอดเรื่อง อีกทั้งเพลงจะเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งในช่วงความฝันของแซม(พระเอกของเรื่อง) ซึ่งเนื้อเพลงกล่าวถึง “บราซิล” ดินแดนที่สุขสงบร่มเย็น ซึ่งขัดแย้งกับดินแดนอันเสื่อมโทรมทั้งสิ่งแวดล้อม การปกครอง และจิตใจของผู้คนเช่นในเรื่องอย่างยิ่ง (ไม่แปลเนื้อเพลงนะ แต่มันสื่อไว้ประมาณนั้นแหละ) ["Brazil / Where hearts were entertained in June / We stood beneath an amber moon / and softly murmured 'someday soon...'" - tok07 เพิ่มเติมให้] ซึ่งเพลงนี้จริงๆแล้วชื่อ Aquarela do Brasil ที่ประพันธ์ขึ้นตั้งแต่ปี 1939

ซึ่ง เทอรี่ กิลเลี่ยมส์ เคยให้ความเห็นเอาไว้ว่า หนังเรื่องนี้ของเขา ก็เหมือนเป็น “สารคดี” เกี่ยวกับระบบความยุติธรรมในประเทศในแถบอเมริกาใต้และในประเทศอีก 80 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก

ในเวอร์ชั่น ดีวีดี(ซึ่งเพิ่งออกแบบสำหรับนักสะสมที่มีหลายแผ่นมาสักสองสามปีที่ผ่านมา นี้) เทอร์รี่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในนั้นว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างหนังให้มีสภาพเสื่อมโทรม ดังที่เห็น เนื่องมาเพราะครั้งหนึ่งเขาและเพื่อนเคยไปเยือนชายหาดซึ่งแปดเปื้อนไปด้วย มลพิษ ท้องฟ้าด้านหลังก็ดำมืดไปด้วยควันเสียจากโรงงานที่เห็นอยู่ลิบๆ ชายหาดสกปรกไปด้วยมูลฟอย แต่เขา(เทอร์รี่)ก็ต้องตกตะลึงเมื่อมีเสียงเพลง Aquarela do Brasil (เพลงหลักในหนัง) ลอยมาตามลมจากวิทยุที่ไหนไม่รู้ ด้วยความขัดแย้งของเนื้อเพลงที่กล่าวถึงสถานที่อบอุ่นงดงาม ที่แสนจะขัดแย้งกับภาพชายหาดอัปลักษณ์ที่เขาเห็น จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่องและอีกหลายๆฉากในหนังอีกด้วย…” [ขอขอบคุณ คุณ 311025 ที่มาช่วยแปลให้ครับ]