Rear Window & Disturbia มองความเหมือนในความแตกต่าง

ชายคนหนึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่ต้องประสบอุบัติเหตุในระหว่างหน้าที่ในการถ่ายรูปที่สนามแข่งรถ ทำให้ขาหักข้างหนึ่งและใส่เฝือก ไปไหนมาไหนไม่ได้

ชายอีกคนหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่สูญเสียพ่อไปต่อหน้าต่อตา โดยโทษว่าเป็นความผิดของเขา หนึ่งปีต่อมา เขายังทำใจไม่ได้ จึงมีเรื่องกับอาจารย์ในโรงเรียนบ่อยๆทำให้โดนลงโทษกักบริเวณอยู่ในบ้าน

ทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งอายุ และรูปร่าง แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ “ความสงสัยที่ว่าเพื่อนบ้านของเขาจะเป็นฆาตกร”

ชายคนแรกคือ แอล บี เจฟเฟอร์รี่ (James Stewart) ชายวัยกลางคน(?)ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของเขา เนื่องจากเขาขาหักจากการอุบัติเหตุในงานถ่ายรูปหนักมากขนาด 7 สัปดาห์ยังไม่หาย ทำให้ต้องใส่เฝือกและนั่งรถเข็น โดยไม่มีสิ่งใดทำนอกจากดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างตรงหน้าเขา โดยหวังว่าอีกสัปดาห์หนึ่งคงจะถอดเฝือกได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครซะทีเดียว เพราะยังมีแม่บ้าน สตีล่า (Thelma Ritter) ที่คอยมานวดและจัดการความเรียบร้อยต่างๆ มีนิสัยชอบทำนายและสร้างสมมติฐานขึ้นมาจากเหตุผล รวมไปถึง ลิซ่า คาร์รอล เฟรมองต์ (Grace Kelly) หญิงสาวนำแฟชั่นที่เจฟเฟอร์รี่หลงรัก แต่ไม่ยอมแต่งงานซะที เพราะนิสัยและความชอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลิซ่าเป็นคนหรูหรา ใส่เสื้อผ้ามากันไม่ซ้ำแต่ละวันๆ ส่วนเจฟชอบความสบาย เรียบๆง่ายๆ ซึ่งรสนิยมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเข้าหากันได้เพื่อที่จะได้แต่งงานซะที ส่วนเขาคิดว่าเขาดีเกินไป คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีทั้ง คุณนายขี้เหงาที่อยู่ชั้นล่าง คู่สามี-ภรรยาใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน คุณทอร์โซ นักแต่งเพลง หญิงนักเต้นบัลเลย์ หญิงที่มีหมาและชอบนอนบนระเบียง รวมไปถึงคุณและคุณนายธอร์วาร์ด

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คุณธอร์วาร์ดกลับออกจาบ้านไปตอนดึกๆ และกลับมาตอนหัวค่ำ พร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วย และพอวันต่อมา เขาก็เห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับตัวธอวอร์ดเมื่อภรรยาของเขาหายไป ทำให้เจฟเฟอร์่และแฟนสาวของเขาสงสัยและเรียกนักสืบ โทมัส ดอยส์ (Wendell Corey) เพื่อนเก่าของเขาให้มาสืบ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อเขา จนกระทั่งคุณธอร์วาร์ดทำตัวเริ่มผิดสังเกต

หนังของ ส่วนมากมักจะสอดแทรกประเด็นเรื่อง ผู้ชาย-ผู้หญิง โดยให้ตัวผู้หญิงมีปัญหากับผู้ชายบ่อยๆ ในเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีประเด็นนี้เข้าไป พร้อมกับประเด็นที่อเมริกาชอบที่จะเล่นเป็นผู้เฝ้าดูโดยผ่านตัวกลางหรือสื่อกลาง(ในเรื่องหมายถึงกล้อง)แม้การจ้องมองและแอบดูคนอื่นอยู่นั้นจะเป็นผลดี แต่จะถูกมองว่าเป็นการรุกรานและก่อให้เกิดปัญหากับหลายฝ่าย (ในอเมริกาช่วง 1940-1950 มีการรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ซึ่งการการปลุกปั่นยุยงให้จับตาดูคนที่น่าสงสัย ดังนั้น สังคมอเมริกันในตอนนั้นจึงมีแต่คนหวาดระแวงกันมาก)

และตามเคยหนังที่เขากำกับ จะต้องมีตัวเขาโผล่มาด้วย ในเรื่องนี้เขาโผล่มาช้าหน่อย ซึ่งถ้าใครสังเกตไม่ทันก็อาจจะพลาดไม่ได้ ส่วนการเล่นแสง-เงา ก็ยังเป็นช่วงที่ได้อารมณ์มากๆ โดยเฉพาะฉากจบและฉากชาย-หญิง โดยการใช้โคมไฟ 3 ตัวเล่น แสง-เงา และด้วยการใส่เสียงดนตรี ซึ่งบางทีถ้าสังเกตดีๆ จะคล้องกับความหมายของคนที่อยู่ในฉาก(?)ในบางช่วง ทำให้หนังดูมีเสน่ห์ และการใส่ดนตรีในช่วงไคลแมกซ์ รวมไปถึงช่วงตื่นเต้น ก็ทำให้หนังออกมาดี รวมถึงการที่ไม่ต้องใส่ดนตรีเข้าไปเพราะมีฉากที่คนเล่นดนตรีอยู่แล้ว ทำให้ดูเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ โดยฉากที่อยู่ในเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นโดยการเซ็ตฉากขึ้นมาในสตูดิโออีกเช่นกัน

คำว่า Rear Window ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คงหมายถึง หลังหน้าต่าง (Rear -หลัง, Window – หน้าต่าง) ซึ่งก็แปลได้ 2 ความหมายอีกนั่นก็คือ ผู้ที่เฝ้าดูอยู่เบื้องหลังอยู่หลังหน้าต่างซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือผู้ที่อยู่หลังหน้าต่างที่เป็นผู้ถูกสังเกตการณ์ แต่ความจริงอล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายก็สามารถเป็นทั้งผู้ถูกสังเกตการณ์และเป็นผู้สังเกตการณ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่เขาเป็นผู้สังเกตการณ์ก็เปรียบเหมือนสะท้อนสังคมแต่ละรูปแบบแตกต่างกันออกไป

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับ เคล (Shia LaBeouf) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทำใจไม่ได้กับการจากไปของพ่อ ทำให้เกิดความกดดันและมีเรื่องชกต่อยกับครูถึงหลายครั้ง และในที่สุด ก็โดนทำโทษโดยการกักบริเวณภายในบ้าน โดยมีแม่ที่ตัดเทคโนโลยีความบันเทิงภายในบ้านไปหมด จนกระทั่งมีสาวย้ายมาอยู่ข้างบ้านเขาคือ แอชลีย์ (Sarah Roemer) ที่เขาหลงรัก และรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่พอใจ จนเขามองไปมองมาก็ไปสงสัยชายเพื่อนบ้านอีกคนนั่นคือ โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ (David Morse) ที่มีหลักฐานตรงกับข่าวเกี่ยวกับชายที่ฆ่าหั่นศพหญิงสาวพอดี

หนังพยายามที่จะทำตัวแปลกใหม่ โดยการใส่ทั้งอารมณ์ตลก โรแมนติค เข้าไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะมากกว่า สิ่งที่แตกต่างอีกเรื่องนั่นก็คือ Plot เรื่องมีบังคับกับตัวละคร ถึงแม้ Rear Window จะไม่ได้มีฉากออกไปสืบหรือหลบหนีไปข้างนอกอย่าง Disturbia แต่ก็ระทึกกว่า ในสถานการณ์ที่ไปไหนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ Rear Window มีดีกว่าเยอะ แม้ Disturbia จะเจาะจงให้มองจุดใดจุดหนึ่งเนื่องจากหน้าต่างแคบ และเป็นบ้าน ไม่ใช่อพาร์ทเม้นท์ที่มีหน้าต่างใหญ่กว่า

เรื่องแรกพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากนัก มีแค่ กล้องถ่ายรูป+เลนส์ซูม+เฟลช+กล้องส่องทางไกล ต่างกับเรื่องหลังโดยสิ้นเชิงที่ทำดูเหมือนว่าจะได้เปรียบมากกว่าเนื่องจากมีทั้ง กล้องวิดิโอ+กล้องรักษาความปลอดภัย+กล้องส่องทางไกล และสิ่งอื่นๆ ด้วยจำกัดของกาลเวลาและยุค Rear Window ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีน้อยกว่าก็สามารถทำให้หนังระทึกได้ทั้งๆที่ถ่ายจากมุมมองในห้องอย่างเดียว

แต่สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือตัวเอกที่มีความอยารู้อยากเห็นและสงสัยเหมือนกัน มีคนไม่เชื่อเหมือนกันตามสูตร และถึงแม้เรื่อง Disturbia จะอ้างว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบมาจาก Rear Window โดยการทำตัวให้แตกต่างจากหนังเรื่องหลัง แต่ถึงไม่บอกก็รู้ว่าถ้าคนที่เคยดูทั้ง 2 เรื่องมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าลอก Plot คล้ายๆกันมา

ถ้าให้เปรียบเทียบกับทั้ง 2 เรื่อง ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนไหนชอบแนวไหน ถ้าชอบแบขอคิดหน่อยก็ต้องเรื่องแรก แต่ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นก็น่าจะชอบ Disturbia มากกว่า(แต่ผมไม่ใช่) เนื่องจากมีฉากที่ต้องตื่นเต้นแบบสมัยใหมมากกว่า่ (ในเว็บบอร์ด IMDb มีคนเขียนว่า Disturbia เจ๋งกว่า ใหม่กว่าตั้งหลายเท่ากว่า Rear Window ที่เขาบอกว่าน่าเบื่อ เมื่อถามว่าอายุเท่าไหร่ เขาก็ตอบว่าอายุ 15 ปี) และเมื่อไม่ว่าดูจากมุมมองเรื่องยุคสมัย สิ่งที่มีจำกัดในขณะนั้น ก็ต้องบอกว่า Rear Window เหนือกว่าในแง่นั้น แต่ถ้าเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องกระตุ้นอารมณ์ของชายหนุ่มวัยรุ่นก็คงต้องเป็น Disturbia

Rear Window >> 5/5

Disturbia >> 4/5

We Own the Night (2007)

ตัวหลักของพล็อตเรื่องนี้อาจจะเดิมๆไปบางนะครับ ก็คือเรื่องของ บ็อบบี้ กรีน (Joaquin Phoenix) ชายหนุ่มผู้เป็นผู้บริหารผับ และมีชีวิตเหลวไหลไปวันๆหนึ่ง โดยมีพี่ชายตำรวจของเขาและพ่อของเขา เป็นตำรวจที่อยู่อีกฝ่ายหนึ่งโดยสิ้นเชิงกับเขา

แต่แล้ววันหนึ่ง พี่กับพวกตำรวจของเขาก็กลับมาบุกค้นผับของเขาและเขาโดนจับรวบตัวไป โดยปล่อยเจ้าพ่อขนส่งยาเสพติดภายในผับ วาดิม (Alex Veadov) ไป เพราะน้องเขาไม่ให้ความร่วมมือด้วย

แต่แล้วบ็อบบี้ก็ต้องเลือก เมื่อพี่ชายของเขาโดยพวกของวาดิมยิง และบาดเจ็บสาหัส ทำให้เขาต้องคิดว่าจะเลือกยืนอยู่ฝ่ายไหน

พล็อตก็ตามท้องเรื่องเดิมๆนะครับ ประมาณพล็อตแนวเจ้าพ่อ ไม่มีจุดอะไรหักมุมมากนัก และก็เรื่องนี้ไม่ได้เป็นเรื่องจริงนะครับ เป็นเรื่องที่ทำให้ดูเหมือนเรื่องจริงแต่ที่จริง ผู้กำกับและคนเขียนบท James Gray เป็คนเขียนขึ้นมาเองครับ เป็นอันว่าหนังไม่ได้ประทับใจมากนัก ออกแนวเดิมๆ แต่ก็ไม่ถึงกับแย่มากครับ ประมาณว่าได้ดาราดังๆ ฝีมือรุ่นพี่มาแต่ก็ไม่ได้ใช้ให้เป็นประโยชน์สักเท่าไหร่มากนัก

3.5/5

The Fugitive (1993) เดอะ ฟูจิทีฟ ขึ้นทำเนียบจับตาย

หนังสืบสวนที่ว่าด้วยพล็อตเรื่องง่ายๆว่า “เมื่อคุณถูกกล่าวหาว่าฆ่าภรรยา” คุณจะทำอย่างไร

เริ่มด้วยเรื่องราวที่หมอมือดีคนหนึ่งคือ ดร. ริชาร์ด คิมเบิล (Harrison Ford) ที่กลับบ้านมาจู่ๆก็เห็นภรรยาตาย พร้อมกับคนร้าย เขาจึงต่อสู้กับคนร้าย แต่คนร้ายก็หนีไปได้ และด้วยการด่วนสรุปของตำรวจ เขาจึงถูกตัดสินให้ประหารชีวิต

แต่พอถึงระหว่างทางที่จะนำตัวไปฝากขังไว้ก่อนนั้น ก็เกิดอุบัติเหตุบางอย่างขึ้นทำให้เขาก็สามารถหลบหนีออกมาพิสูจน์ความจริงได้ โดยที่ต้องหลบหนีจากการตามล่าของ แซมมวล เจอราร์ด (Tommy Lee Jones) ที่เริ่มสงสัยว่าฆาตกรนั้นผิดจริงหรือไม่ และเขาต้องใช้ไหวพริบออกมาเพื่อพิสูจน์ความจริงและหาคนร้ายตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังให้ได้

ถึงพล็อตเรื่องจะอยู่บนพื้นนิดเดียว แต่หนังก็สามารถถ่ายทอดออกมาให้เราระทึกไปด้วยได้ ด้วยการถ่ายเมืองชิคาโกในมุมมองจากด้านบน และดนตรีประกอบที่ทรงพลัง บวกด้วยการแสดงที่น่าเชื่อถือของ ทอมมี ลี โจนส์ และ แฮร์ริสัน ฟอร์ด รวมถึงการกำกับ เขียนบทและสร้างตัวละครได้เยี่ยม หนังจึงทำให้เราตามติดไปได้ แต่บางช่วงอาจจะต้องจำชื่อตัวละครเยอะหน่อย เพราะไม่งั้นอาจจะสับสนได้ โดยจุดเด่นคือหนังฉลาดในการสร้างเรื่องราวของการฆาตกรรม การสืบความจริง ทำให้คนดูคาดไม่ถึงเลยว่าใครคือตัวร้าย และทำให้นั่งดูติดจอไำปตลอดได้

แนะนำครับ แนะนำ

4.5/5

The Shawshank Redemption (1994) มิตรภาพ ความหวัง ความรุนแรง

หนังที่แผ่เรื่องราวของความหวัง และมิตรภาพได้อย่างลึกซึ้งที่สุด โดยสร้างมาจากเรื่องสั้นของเจ้าของคนเขียนนิยายสั่นประสาท(ที่แอบตีแผ่สะท้อนจิตใจภายในของมนุษย์) Stephen King

เรื่องเริ่มที่ แอนดี้ ดูเฟรนด์ (Tim Robbins) นายธนาคารที่ถูกตัดสินว่าให้ผิดในฐานะที่ฆ่าภรรยาทั้งๆที่เขาไม่ได้ทำ และถูกตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตที่ชอว์แชงค์ และที่นั่นเขาก็ได้พบกับเรื่องราวต่างๆทั้งความหวังที่จะมีชีวิตอยู่ต่อไป รวมถึงมิตรภาพของเขากับเรท (Morgan Freeman) คนไอริชที่หาของได้ทุกอย่าง และเรื่องของทุกๆคนในคุกที่มีทั้ง การที่ยึดติดกับสถาบันจนไม่สามารถไปจากที่นี่ได้ หรือความพยายามของดูเฟรนด์เองที่คนอื่นๆมองว่าลึกลับ แต่จริงๆแล้วเขากำลังหาทางออกไปจากคุกและไปเจอสู่อิสระอย่างแท้จริง ทั้งๆที่มีผู้คุมและพัศดีสุดโหดคอยจับตามองเขาอยู่

หนังเล่าเรื่องราวได้ดีมากๆครับ ทั้งการกำกับกล้อง ดนตรี จนไปถึงการกำกับ ซึ่งผู้กำกับ Frank Darabont ก็ไม่ทำให้เราผิดหวัง ถึงแม้ผลลัพธ์จะออกมาไม่ค่อยดีนักในเรื่องของรายได้และคำวิจารณ์ในตอนแรกๆ แต่ก็มีผู้ชมมากขึ้นเรื่อยๆจากกระแสปากต่อปาก และกลายเป็นหนังที่ได้รับการเช่ามากที่สุดในปีต่อมา (พลาดออสการ์ไปจากการชิงไป 7 รางวัล เพราะในปีนั้นมีคู่แข่งคนสำคัญอย่าง Forrest Gump ตัดหน้าไป)

เหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ต้องการกำลังใจ ท้อแท้ และหมดหวัง เราทุกคนควรจะมีความหวังไว้ แม้จะเป็นความหวังอันน้อยนิด หรือไม่มีทางเป็นไปได้ แต่ก็ดีกว่าหมดหวังแล้วไม่มีกำลังใจที่จะอยู่ต่อมิใช่รึ?

5/5