Carrie (1976) แครี่ สาวสยอง

หนังแนวสยองขวัญ-ดราม่าของจากนิยายขายดีีของ Stephen King ที่ได้ลงจอเป็นเรื่องแรก

เรื่องของ แครี่ ไวท์ (Sissy Spacek) หญิงสาวที่ได้รับความกดดันและมักจะถูกกดดันบ่อยๆจากเพื่อนักเรียนด้วยกัน และแม่ของเธอ (Piper Laurie) ผู้คลั่งศาสนา และไม่เคยสนใจลูกอย่างจริงๆจังๆ ทำให้เธอเริ่มมีพลังจิตที่จะทำร้ายใครต่อใครได้ และเมื่อโดนแกล้งในงานพรอมของโรงเรียน ทำให้เธอเริ่มใช้พลังจิตนั้นฆ่าคนอื่น

หนังไม่ได้ออกไปในทางสยองขวัญมากนักนะครับ แต่จะออกไปในแนวดราม่า มากกว่า เพราะแครี่ โดนความกดดันจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ในนิยายต้นฉบับเขียนไว้ว่า แครี่เป็นสาวอ้วนเตี้ย คอเป็นชั้นๆ แต่พอ Sissy Spacek มาทดสอบบท ก็ทำให้ผู้กำกับตัดสินใจเลือกใช้เธอทันที

อีกเรื่องหนึงที่ต้องชมก็คือการถ่ายมุมกล้องและการตัดต่อในการที่เธอถูกหัวเราะเยาะนั้น ทำออกมาได้ดี รวมถึงฉากที่แสดงให้เห็นถึงการดีใจจนสติหลุดในระหว่างการเต้นรำ ทำให้ออกมาดีมากๆในแง่ดราม่า ส่วนความสยองขวัญก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่อาจะไม่ถึงกับสยองมาก

3.5/5

Pan’s Labyrinth (2006) อัศจรรย์แดนฝัน มหัศจรรย์เขาวงกต

หนังเล่าถึงยุคที่มีการทำสงครามกลางเมืองเกิดขึ้นในสเปน โอฟีเลีย (Ivana Baquero) เด็กหญิงผู้กำพร้าพ่อตั้งแต่เล็ก ต้องเดินทางขึ้นเขากับแม่ผู้ซึ่งกำลังตั้งท้องแก่ ไปหาผู้กองวีดัล(Sergi López) ผู้โหดเหี้ยมที่ต้องการกำจัดพวกต่อต้านฝั่งตน และหวังอย่างมากที่จะได้ลูกเป็นลูกผู้ชายสืบสกุลในท้องของแม่โอฟีเลีย

แต่ในระหว่างการเดินทาง เด็กหญิงกลับได้พบกับแมลงปีกแข็งตัวเล็กๆตัวหนึ่ง และทำให้เธอสงสัยว่ามันต้องการจะนำเธอไปที่ไหนสักแห่ง แล้วเธอก็ตามมันไปจนได้พบกับ ฟอน สัตว์ในเทพนิยาย ที่เชื่อว่าเธอเป็นเจ้าหญิงกลับมาเกิดใหม่ และเพื่อว่ามั่นใจเขาจึงต้องมอบหมายภารกิจให้เธอ 3 อย่าง ในขณะที่พ่อเลี้ยงของเธอก็กำลังพบกลุ่มต่อต้านมากขึ้นเรื่อยๆ

ไม่ว่าจินตนาการของโอฟีเลียจะมีอยู่จริงหรือไม่ แต่นั่นก็ไม่สำคัญเท่ากับการที่คนเราจะเลิกอยู่ทำสงคราม ทะเลาะ วิวาท และเลิกใช้ความเห็นแก่ตัวซะที หนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงฝีมือในการกำกับและเขียนบทที่พัฒนาขึ้นมากกว่าเดิมของ Guillermo del Toro พร้อมกับการที่มีเสียงดนตรีประกอบช่วยและการกำกับภาพและองค์ประกอบศิลป์ ทุกอย่างดูลงตัวไปหมด รวมไปถึงตัวละครและการแสดงของนักแสดงด้วย

และสุดท้าย…ผมอยากจะบอกว่า หนังเรื่องนี้คือหนังที่ผมเสียน้ำตาให้มากที่สุด!!

4.5/5

The Princess Bride (1987) เจ้าหญิงมงกุฎทอง

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีของ William Goldman ซึ่งตัวเขาเองก็เขียนบทหนังในเรื่องนี้เองด้วย

ท้องเรื่องของเรื่องนี้ก็ตามหนังแฟนตาซีธรรมดาทั่วไปนะครับเพียงแต่ในตอนแรกจะดูรวบรัดไปหน่อย เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ เวสต์ลีย์ (Cary Elwes) เด็กหนุ่มชาวไร่ ที่รักกับ บัตเตอร์คัพ (Robin Wright) แต่เวสต์ลีย์ต้องจากนางไปเพราะโดนโจรสลัดเอ็ดเวิร์ดจับตัวไประหว่างทางที่จะไปทำงานที่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมาสู่ขอบัตเตอร์คัพ และระหว่างนั้นบัตเตอร์คัพที่คิดว่าคู่รักตนเองจากไปแล้วก็โดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายฮัมเปอร์ดิงซ์ (Chris Sarandon) แต่ก่อนการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงได้ถูกจับตัวไป และในระหว่างทางก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆมากมายเช่น ยักษ์ ดินแดนประหลาด สัตว์ประหลาด แม่มด สิ่งวิเศษ และการต่อสู้ต่างๆมากมาย

การดำเนินในช่วงแรกออกจะน่าเบื่อหน่อยนะครับ ถ้าใครได้ดูหนังแฟนตาซี Plot เดิมๆเรื่องอื่นๆมาแล้ว ช่วงกลางก็พอมันส์ได้เรื่อยๆบ้างนะครับ ออกจะมีมุกตลกแทรกออกมาเป็นระยะๆให้ขำกัน แต่ช่วงหลังเรื่องเริ่มเละเทะหน่อย เมื่อหนังเริ่มอัดมุกตลกเข้ามาเยอะและทำให้เริ่มเบื่อ แต่บางฉากก็เรียกเสียงตลกได้จากกริยาและท่าทางของตัวละครได้เหมือนกัน ช่องโหว่เรื่องความสมจริงและปาฏิหาริย์มากมายเริ่มโผล่ออกมาจากหนัง ทำให้หนังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ีเมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีทั่วไป แถมความบังเอิญมากมายก็อัดเข้ามาอีก เมื่อความไม่ฉลาดตัวละครทำให้หนังเริ่มดูแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น และดนตรีก็เข้ามาผิดจังหวะเกินไป บางช่วงอยากมาก็มา เหมือนพยายามจะบังคับจังหวะอารมณ์ของหนัง แต่ใส่เข้ามาผิดจังหวะทำให้แย่ลงไปอีก ทำให้หนังช่วยได้แค่ในเรื่องของฉากแอ็คชั่น และฉากตลก (ที่ใส่เข้ามาขัดกับหนัง) แต่ก็ยังดีที่ได้ฉากแอ็กชั่นมาแก้ขัดไปได้บ้าง

ในตอนหลังหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเทียบกับเรื่อง Stardust หลังจากทำเงินไปได้น้อยในอเมริกา เพราะเป็นหนังที่สร้างจากนิยายเหมือนกัน และทำรายได้ไม่ค่อยเยอะไปเหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเทียบโดยรวม ผมคิดว่าเรื่อง Stardust ยังออกมาดูดีกว่าเรื่องนี้ เพราะเรื่องหลังนั้นมีความตื่นเต้นมากกว่า มีฉากแฟนตาซี ความสมจริง(?)มากกว่า โดยที่เน้นไปในทางตื่นเต้น ผจญภัย มากกว่าที่จะเป็นหนังตลก (ถึงจะมีฉากตลกแต่ก็มีแทรกเข้ามาได้อย่างไม่น่าเกลียด) ซึ่งไม่เหมือนที่เรื่องนี้ที่ออกมายังดูชอบกลๆ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากเหมือนคะแนนวิจารณ์จากบางเว็บ ปล่อยใจดูว่าไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นมาก่อน และโปรด”อย่า”คาดหวังกับความสมจริงนัก

3.5/5

Day Watch: Dnevnoy dozor (2006) สงครามพิฆาตมารครองโลก

หนังภาคต่อของ Night Watch ที่สร้างจากหนังสือจตุรภาค แต่จริงๆแล้วตัวเนื้อเรื่องภาคนี้คือเนื้อเรื่องในหนังสือเล่มแรก (Night Watch แทนที่จะเป็น Day Watch หนังสือเล่มสอง)ต่างหาก

ภาคนี้เล่าอย่างเข้มข้นขึ้นกว่าเดิมโดยไม่มีการเล่าเรื่องย้อนอดีตมากมายให้เสียเวลา เริ่มต้นที่ว่าในโลกนี้ ยังมีชอล์ลิขีตชะตากรรมอยู่แท่งหนึ่ง โดยผู้ครอบครองจะสามารถเขียนชะตากรรมอะไรก็ได้ตามที่ตนอยากให้เป็น และมีการหาชอล์กแท่งหนึ่งกันอย่างยาวนาน

หนังตัดกลับมาที่โลกปัจจุบันโดยเริ่มที่ อันตอน (Konstantin Khabensky) ผู้พิทักษ์ด้านมืดอยู่กับผู้หญิงที่เป็นพนักงานฝึกหัดอย่าง สเว็ทลานา (Mariya Poroshina) และหลังจากได้รับการแจ้งว่ามีผู้ถูกทำร้ายโดยการกระทำของฝ่ายอธรรม และทั้งสองก็ได้ตามคนร้ายไป และหลังจากได้เข้ามิติที่สองของกลูม(มิติอีกโลกที่เหมือนโลกของเรา) ก็พบว่าคนร้ายที่เขาปล่อยไปนั้นคือลูกของเขาเอง ด้วยเหตุการณ์เล็กๆแค่นี้ แต่ส่งผลกระทบอย่างยิ่งใหญ่ในเวลาต่อมา

ไม่ต้องคิดถึงความสมจริงมากนะครับ ว่าทำไมคนนี้คนนั้นมีพลังพิเศษเยอะจัง ให้เรามองว่าเป็นโลกอีกโลกหนึงของหนังไปเลย จะได้ดูสนุกยิ่งขึ้นครับ ไม่ต้องมาคอยจับผิดพลังพิเศษของคนไม่ธรรมดาเหล่านี้

ส่วนตัวผมคิดว่าภาคนี้ดีกว่าภาคแรกนะครับ ภาคแรกก็ปูทางมาดีอยู่แล้ว ทำให้ภาคสองดูดีขึ้นครับ และภาคสองนี้มันมีฉากตื่นตาตื่นใจมากมายครับ และมีหลายประเด็นเรื่องไม่เหมือนภาคที่แล้ว ผมมองว่าภาคแรกนั้นมีเรื่องแค่นิดเดียวเหมือนแค่ปูทาง แต่ภาคสองคือสุดๆแห่งฉากตระการตาและความมันส์ครับ

4.5/5

ปล. แนะนำให้ดูภาคแรกด้วยนะครับ เพื่อความมันส์

Night Watch: Nochnoy dozor (2004) สงครามเจ้ารัตติกาล

หนังแฟนตาซีแหวกแนวเรื่องนี้มีทุนสร้างถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐฯ และดัดแปลงมาจากนิยายจตุรภาค (ภาคสุดท้ายฉบับภาษาอังกฤษ วางแผงเดือนตุลาคมปีนี้) ของ เซอร์เก ลุกยานเนโก [Sergei Lukyanenko] กลายเป็นหนังบล็อกบัสเตอร์เรื่องใหญ่เรื่องแรกของประเทศ (ภายหลังจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต) และกลายเป็นหนังทำเงินสูงสุดของประเทศ (ในขณะนั้น) และไปเตะตาฝั่งฮอลลีวู้ดเข้า จนบริษัท Fox Searchlight ซื้อสิทธิ์ไปฉายในอเมริกาเลยทีเดียว

หนังเริ่มขึ้นเมื่อ กีเซอร์ อมนุษย์ฝ่ายธรรม กับ ซาวูรอน อมนุษย์ฝ่ายอธรรม มาเจอกัน ทั้งสองฝ่ายต่างก็สู้รบกันอย่างดุเดือด แต่แล้วเมื่อต่างฝ่ายต่างนองเลือดมากขึ้น กีเซอร์จึงสั่งให้ทั้งสองฝ่ายหยุดรบ และทำตกลงเจรจาพักรบกันชั่วคราว โดยพวกฝ่ายธรรมก็จะเป็นผู้พิทักษ์ตอนกลางคืนและคอยตรวจสอบพวกอธรรม ส่วนพวกอธรรมก็จะคอยตรวจสอบอีกฝ่ายเช่นกัน

หลังจากนั้นเรื่องย้อนกลับมาในกรุงมอสโควปี 1992 กล่าวถึงชายหนุ่มคนหนึ่งที่ไปหาหมอผีเพื่อที่จะให้แฟนหญิงของเขากลับมารักเขาดั่งเดิม แต่ก็โดนหมอผีหลอกว่าต้องกำจัดลูกของเธอไปก่อน เพราะนั่นไม่ใช่ลูกของเขา และพอทำพิธีการได้สักพัก ก็มีกลุ่ม Night Watch หรือผู้พิทักษ์กลางคืน (ต่อจากนี้จะขอเรียกว่าพวก NW) ก็เข้ามาและจับหมอผีผู้นี้ไม่ให้ทำพิธีกรรมนี้ได้สำเร็จ

12 ปีต่อมา ชายหนุ่มคนนั้นซึ่งก็คือ อันตอน (Konstantin Khabensky) ก็ได้เข้าร่วมกับกลุ่มของ NW หลังจากคืนหนึ่ง เขาได้รับแจ้งจากพวกเดียวกันว่า มีเด็กชายคนหนึ่งถูกล่อลวงโดยแวมไพร์คู่รัก อันตอนจึงช่วยเด็กและบังเอิญพลั้งมือฆ่าคนของด้านมืดตายไป ซึ่งถือว่าเป็นการละเมิดสัญญาพักรบช่วยคราวที่มีการตกลงกันไว้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว ทำให้เขาถูกตามล่าจากพวกด้านมืด และเด็กคนนี้ก็ยังมีความสำคัญต่อโลกทั้งโลกเลยทีเดียว

ใครที่ได้ดูช่วงแรกๆแล้วเกิดงงๆ ขอบอกไว้ว่า พยายามอย่าเอาความเป็นจริงมายึดติด ให้คิดว่าเรื่องนี้เล่าถึงโลกใหม่อีกด้านหนึ่ง พยายามจำและเก็บรายละเอียดในเรื่องให้ได้ เพราะหนังจะไม่มีการปูทางมากมายนักเหมือนหนังฮอลลีวู้ดเรื่องอื่นๆ

หนังเรื่องนี้เด่นทางด้านซีจีมากๆ ฉากแปรงร่าง ฉากอีกาดำ ฉากน็อต ฉากคำสาบ หรือเรื่ององค์ประกอบรายละเอียดอื่นๆก็ทำได้ไม่แพ้กัน จนดูจบแล้วคุณจะต้องไม่เชื่อเลยว่านี่เป็นหนังรัสเซียจริงๆ แถมหนังยังแฝงข้อคิดด้วยว่า เมื่อเราทำอะไรอย่างหนึ่งไปแล้ว เราเป็นคนที่เลือกเอง ทำเอง ด้วยความคิดของเราเอง แม้หลังจากนั้นต่อมาจะกลายเป็นสิ่งที่เราต้องรับผิดชอบทั้งหมด แต่นั่นก็คือสิ่งที่เราตัดสินใจในตอนนั้นเอง ไม่ใช่หรือ?

3.5/5

Brazil (1985) แหกกฏศตวรรษ

แนว อนาคต ไซไฟ แฟนตาซี ตลกเสียดสี

หนังอังกฤษที่เล่าถึงอนาคต เมื่อคนยึดติดกับค่าวัตถุนิยม ซึ่งผู้คนถูกกักขังด้วย ระบบ และวัตถุ ซึ่งทำให้ผู้คนแทบทำอะไรไม่ได้ เมื่อระบบมีปัญหาก็จับผู้ต้องหาผิดคนและทำให้ต้องตาย ทำให้เต็มไปด้วยเหตุการณ์ของความหวาดระแวง อ้างว่าคนนู้นคนนี้เป็นผู้ก่อการณ์ร้าย ไม่ว่าจะเป็นคนที่ได้รับผลกระทบจากการที่ระบบมีปัญหา คนที่ชอบทำอะไรแหกกฏในทางที่ดี (!?)

หนังใช้การเล่าเรื่องแบบจริงตัดกับฝัน หรือกึ่งจริงกึ่งฝัน ถึงความโหยหาอิสระของ แซม ลาวรี่ (Pryce) กับการผิดพลาดที่ใช้ระบบยึดติดมากเกินไป และทำให้แมลงตัวหนึ่งบินมาตกที่ตัวหนังสือออกหมายจับในการก่อการร้าย และทำให้ชื่อของคนที่จะต้องจับตัวผิดไป จากคนที่ชื่อ Tuttle (Niro) ที่เขาเป็นคนที่ไม่ชอบการกระทำของรัฐบาล ก็กลายเป็นคนที่ชื่อ Buttle ไป โดยส่งผลกระทบต่อครอบครัวของเขาอย่างมาก จนญาติที่อยู่ชั้นบนชื่อ จิล เลย์ตั้น (Greist) มาทวงความยุติธรรมคืนให้เพื่อนบ้านที่สำนักงานจัดการระบบ ส่วนลาวรี่ก็ได้เจอ เลย์ตั้น ที่หน้าตาเหมือนกันหญิงในฝันของเขา ในฝันของเขาเขาฝันว่าเป็น Hero ที่โบยบินอิสระหลุดพ้นจากกฎเกณฑ์และกำลังตามล่าคนร้ายที่จับหญิงในฝันของเขาไป

งานด้านภาพเยี่ยมยอดครับเข้าขั้นเทพเลยล่ะ และยังถือว่าเป็นสิ่งแปลกใหม่สำหรับยุคนั้น (ซึ่งในยุคนี้ก็ยังคงดูแปลกใหม่อยู่) เล่นกับประเด็นความหวาดระแวงคอมมิวนิสต์ของมนุษย์ และระบบวัตถุได้อย่างเยี่ยมยอด ออกแนวเสียดสีด้วยล่ะครับ อย่างเช่น สายลับของรัฐบาล การทำศัลยกรรมพลาสติก ความเพ้อฝันเรื่องยอดมนุษย์ ฯลฯ (ลองหาอ่านเกร็ดหนังในหนังสือหรือตามเว็บบ้างก็ดีนะครับ มันค่อนข้างจะเข้าใจยากในบางเรื่อง จะได้เพิ่มความเข้าใจในบางฉากบ้าง)

ตลกนั่นก็มีแต่แบบตลกเสียดสี ผมว่าทั้งเรื่องตัวหลักเด่นๆเห็นจะเป็น Pryce คนเดียวเนี่ยแหละครับ และก็เล่นได้ดีเยี่ยมด้วย ส่วนคนอื่นๆเหมือนเป็นตัวประกอบมากกว่านะครับ จุดไคลแมกซ์ก็ตื่นเต้นครับ โอ้ คิดได้ยังไง ให้จบแบบนี้เนี่ย

4/5 แนะนำ

ปล. สำหรับผู้อยากรู้ความหมายของชื่อเรื่อง Brazil กระทู้หมดอายุไปนานแล้ว และก็ลืมก๊อปไว้ซะด้วย แต่ตอนนี้เผอิญหาเจอและครับ งั้นขอยกมาไว้ในนี้เลยก็แล้วกัน

ชื่อหนัง Brazil น่าจะหมายถึงอะไร

คำว่า Brazil (ในหนัง) น่าจะหมายถึงทางหนีให้พ้นไปจากระบบราชการที่ชั่วร้าย ของสังคมที่ล่มสลายในอนาคตอันใกล้(แบบในเรื่องใครที่ดูคงนึกออกว่ามันแย่ แค่ไหน) ซึ่งสะท้อนออกมาเป็น สถานที่ (ที่ชื่อว่า Brazil) อันได้ยินอยู่ในเพลงที่คลอไปตลอดเรื่อง อีกทั้งเพลงจะเป็นตัวสำคัญอย่างยิ่งในช่วงความฝันของแซม(พระเอกของเรื่อง) ซึ่งเนื้อเพลงกล่าวถึง “บราซิล” ดินแดนที่สุขสงบร่มเย็น ซึ่งขัดแย้งกับดินแดนอันเสื่อมโทรมทั้งสิ่งแวดล้อม การปกครอง และจิตใจของผู้คนเช่นในเรื่องอย่างยิ่ง (ไม่แปลเนื้อเพลงนะ แต่มันสื่อไว้ประมาณนั้นแหละ) ["Brazil / Where hearts were entertained in June / We stood beneath an amber moon / and softly murmured 'someday soon...'" - tok07 เพิ่มเติมให้] ซึ่งเพลงนี้จริงๆแล้วชื่อ Aquarela do Brasil ที่ประพันธ์ขึ้นตั้งแต่ปี 1939

ซึ่ง เทอรี่ กิลเลี่ยมส์ เคยให้ความเห็นเอาไว้ว่า หนังเรื่องนี้ของเขา ก็เหมือนเป็น “สารคดี” เกี่ยวกับระบบความยุติธรรมในประเทศในแถบอเมริกาใต้และในประเทศอีก 80 เปอร์เซ็นต์ทั่วโลก

ในเวอร์ชั่น ดีวีดี(ซึ่งเพิ่งออกแบบสำหรับนักสะสมที่มีหลายแผ่นมาสักสองสามปีที่ผ่านมา นี้) เทอร์รี่ได้ให้สัมภาษณ์ไว้ในนั้นว่า เขาได้แรงบันดาลใจในการสร้างหนังให้มีสภาพเสื่อมโทรม ดังที่เห็น เนื่องมาเพราะครั้งหนึ่งเขาและเพื่อนเคยไปเยือนชายหาดซึ่งแปดเปื้อนไปด้วย มลพิษ ท้องฟ้าด้านหลังก็ดำมืดไปด้วยควันเสียจากโรงงานที่เห็นอยู่ลิบๆ ชายหาดสกปรกไปด้วยมูลฟอย แต่เขา(เทอร์รี่)ก็ต้องตกตะลึงเมื่อมีเสียงเพลง Aquarela do Brasil (เพลงหลักในหนัง) ลอยมาตามลมจากวิทยุที่ไหนไม่รู้ ด้วยความขัดแย้งของเนื้อเพลงที่กล่าวถึงสถานที่อบอุ่นงดงาม ที่แสนจะขัดแย้งกับภาพชายหาดอัปลักษณ์ที่เขาเห็น จึงเป็นที่มาของชื่อเรื่องและอีกหลายๆฉากในหนังอีกด้วย…” [ขอขอบคุณ คุณ 311025 ที่มาช่วยแปลให้ครับ]

Stardust (2007) : ศึกมหัศจรรย์ ปฏิหาริย์รักจากดวงดาว

แนว แฟนตาซี ผจญภัย ตลก โรแมนติค ระทึก

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีชื่อเดียวกันของ Neil Gaiman

เรื่องราวการผจญภัยของ ทริสตัน (Charlie Cox) เด็กหนุ่มที่หลงรัก วิคตอเรีย (Sienna Miller) สาวสาวที่เอาแต่ใจตนเอง จนมีดาวตกตกลงมา ทริสทันจึงอาสาไปเก็บดาวตกดวงนี้เพื่อเอาชนะหัวใจของวิคตอเรียให้ได้ แต่การเดินทางครั้งนี้นำไปสู่ดินแดนที่อยู่ออกไปพ้นกำแพงหมู่บ้าน และได้พบกับสาวสวยดาวตกชื่อ อีเวน (Claire Danes) ซึ่งมีผู้พยายามค้นหาตัวนางทั้ง ลูกกษัตริย์ทั้ง 4 และ แม่มดลาเมีย (Michelle Pfeiffer) ที่พยายามเอาหัวใจนางเพื่อความอมตะ เรื่องราวมหัศจรรย์มากมายจึงเกิดขึ้น

ก่อนอื่นผมขอออกตัวก่อนเลยนะครับว่าผมชอบภาพยนตร์เรื่องนี้มากจริงๆ แม้จะมีพล็อตเรื่องตามหนังแนวแฟนตาซีทั่วไปที่มีให้เห็นกันดาษดื่นอยู่แล้ว แต่ด้วยฉากที่ใส่มานั้นมีทั้งความตื่นเต้น ขบขัน และสนุกจริงๆ ทำให้หนังไม่น่าเบื่อ ทั้งฉาก Effect ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง นั่งลุ้นจนตัวติด และมุกตลกที่สอดแทรกเข้ามานั้นก็เข้ามาอย่างถูกจังหวะ ไม่ใช่เข้ามาขักจังหวะหรือไม่ควรจะเป็น ส่วนการแสดงก็ไม่ต้องพูดถึงโดยเฉพาะ Michelle Pfeiffer ที่การแสดงระดับสูงแล้ว จะมีขัดหน่อยก็ตรงท ี่ตัวละครอีเวนของ Claire Danes นั้น ดูเหมือนจะแปลกๆออกไปซะหน่อย

5/5