Carrie (1976) แครี่ สาวสยอง

หนังแนวสยองขวัญ-ดราม่าของจากนิยายขายดีีของ Stephen King ที่ได้ลงจอเป็นเรื่องแรก

เรื่องของ แครี่ ไวท์ (Sissy Spacek) หญิงสาวที่ได้รับความกดดันและมักจะถูกกดดันบ่อยๆจากเพื่อนักเรียนด้วยกัน และแม่ของเธอ (Piper Laurie) ผู้คลั่งศาสนา และไม่เคยสนใจลูกอย่างจริงๆจังๆ ทำให้เธอเริ่มมีพลังจิตที่จะทำร้ายใครต่อใครได้ และเมื่อโดนแกล้งในงานพรอมของโรงเรียน ทำให้เธอเริ่มใช้พลังจิตนั้นฆ่าคนอื่น

หนังไม่ได้ออกไปในทางสยองขวัญมากนักนะครับ แต่จะออกไปในแนวดราม่า มากกว่า เพราะแครี่ โดนความกดดันจากเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆด้วยกัน ซึ่งตรงนี้ในนิยายต้นฉบับเขียนไว้ว่า แครี่เป็นสาวอ้วนเตี้ย คอเป็นชั้นๆ แต่พอ Sissy Spacek มาทดสอบบท ก็ทำให้ผู้กำกับตัดสินใจเลือกใช้เธอทันที

อีกเรื่องหนึงที่ต้องชมก็คือการถ่ายมุมกล้องและการตัดต่อในการที่เธอถูกหัวเราะเยาะนั้น ทำออกมาได้ดี รวมถึงฉากที่แสดงให้เห็นถึงการดีใจจนสติหลุดในระหว่างการเต้นรำ ทำให้ออกมาดีมากๆในแง่ดราม่า ส่วนความสยองขวัญก็ใช่ว่าจะไม่มี แต่อาจะไม่ถึงกับสยองมาก

3.5/5

Rear Window & Disturbia มองความเหมือนในความแตกต่าง

ชายคนหนึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่ต้องประสบอุบัติเหตุในระหว่างหน้าที่ในการถ่ายรูปที่สนามแข่งรถ ทำให้ขาหักข้างหนึ่งและใส่เฝือก ไปไหนมาไหนไม่ได้

ชายอีกคนหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่สูญเสียพ่อไปต่อหน้าต่อตา โดยโทษว่าเป็นความผิดของเขา หนึ่งปีต่อมา เขายังทำใจไม่ได้ จึงมีเรื่องกับอาจารย์ในโรงเรียนบ่อยๆทำให้โดนลงโทษกักบริเวณอยู่ในบ้าน

ทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งอายุ และรูปร่าง แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ “ความสงสัยที่ว่าเพื่อนบ้านของเขาจะเป็นฆาตกร”

ชายคนแรกคือ แอล บี เจฟเฟอร์รี่ (James Stewart) ชายวัยกลางคน(?)ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของเขา เนื่องจากเขาขาหักจากการอุบัติเหตุในงานถ่ายรูปหนักมากขนาด 7 สัปดาห์ยังไม่หาย ทำให้ต้องใส่เฝือกและนั่งรถเข็น โดยไม่มีสิ่งใดทำนอกจากดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างตรงหน้าเขา โดยหวังว่าอีกสัปดาห์หนึ่งคงจะถอดเฝือกได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครซะทีเดียว เพราะยังมีแม่บ้าน สตีล่า (Thelma Ritter) ที่คอยมานวดและจัดการความเรียบร้อยต่างๆ มีนิสัยชอบทำนายและสร้างสมมติฐานขึ้นมาจากเหตุผล รวมไปถึง ลิซ่า คาร์รอล เฟรมองต์ (Grace Kelly) หญิงสาวนำแฟชั่นที่เจฟเฟอร์รี่หลงรัก แต่ไม่ยอมแต่งงานซะที เพราะนิสัยและความชอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลิซ่าเป็นคนหรูหรา ใส่เสื้อผ้ามากันไม่ซ้ำแต่ละวันๆ ส่วนเจฟชอบความสบาย เรียบๆง่ายๆ ซึ่งรสนิยมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเข้าหากันได้เพื่อที่จะได้แต่งงานซะที ส่วนเขาคิดว่าเขาดีเกินไป คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีทั้ง คุณนายขี้เหงาที่อยู่ชั้นล่าง คู่สามี-ภรรยาใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน คุณทอร์โซ นักแต่งเพลง หญิงนักเต้นบัลเลย์ หญิงที่มีหมาและชอบนอนบนระเบียง รวมไปถึงคุณและคุณนายธอร์วาร์ด

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คุณธอร์วาร์ดกลับออกจาบ้านไปตอนดึกๆ และกลับมาตอนหัวค่ำ พร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วย และพอวันต่อมา เขาก็เห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับตัวธอวอร์ดเมื่อภรรยาของเขาหายไป ทำให้เจฟเฟอร์่และแฟนสาวของเขาสงสัยและเรียกนักสืบ โทมัส ดอยส์ (Wendell Corey) เพื่อนเก่าของเขาให้มาสืบ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อเขา จนกระทั่งคุณธอร์วาร์ดทำตัวเริ่มผิดสังเกต

หนังของ ส่วนมากมักจะสอดแทรกประเด็นเรื่อง ผู้ชาย-ผู้หญิง โดยให้ตัวผู้หญิงมีปัญหากับผู้ชายบ่อยๆ ในเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีประเด็นนี้เข้าไป พร้อมกับประเด็นที่อเมริกาชอบที่จะเล่นเป็นผู้เฝ้าดูโดยผ่านตัวกลางหรือสื่อกลาง(ในเรื่องหมายถึงกล้อง)แม้การจ้องมองและแอบดูคนอื่นอยู่นั้นจะเป็นผลดี แต่จะถูกมองว่าเป็นการรุกรานและก่อให้เกิดปัญหากับหลายฝ่าย (ในอเมริกาช่วง 1940-1950 มีการรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ซึ่งการการปลุกปั่นยุยงให้จับตาดูคนที่น่าสงสัย ดังนั้น สังคมอเมริกันในตอนนั้นจึงมีแต่คนหวาดระแวงกันมาก)

และตามเคยหนังที่เขากำกับ จะต้องมีตัวเขาโผล่มาด้วย ในเรื่องนี้เขาโผล่มาช้าหน่อย ซึ่งถ้าใครสังเกตไม่ทันก็อาจจะพลาดไม่ได้ ส่วนการเล่นแสง-เงา ก็ยังเป็นช่วงที่ได้อารมณ์มากๆ โดยเฉพาะฉากจบและฉากชาย-หญิง โดยการใช้โคมไฟ 3 ตัวเล่น แสง-เงา และด้วยการใส่เสียงดนตรี ซึ่งบางทีถ้าสังเกตดีๆ จะคล้องกับความหมายของคนที่อยู่ในฉาก(?)ในบางช่วง ทำให้หนังดูมีเสน่ห์ และการใส่ดนตรีในช่วงไคลแมกซ์ รวมไปถึงช่วงตื่นเต้น ก็ทำให้หนังออกมาดี รวมถึงการที่ไม่ต้องใส่ดนตรีเข้าไปเพราะมีฉากที่คนเล่นดนตรีอยู่แล้ว ทำให้ดูเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ โดยฉากที่อยู่ในเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นโดยการเซ็ตฉากขึ้นมาในสตูดิโออีกเช่นกัน

คำว่า Rear Window ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คงหมายถึง หลังหน้าต่าง (Rear -หลัง, Window – หน้าต่าง) ซึ่งก็แปลได้ 2 ความหมายอีกนั่นก็คือ ผู้ที่เฝ้าดูอยู่เบื้องหลังอยู่หลังหน้าต่างซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือผู้ที่อยู่หลังหน้าต่างที่เป็นผู้ถูกสังเกตการณ์ แต่ความจริงอล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายก็สามารถเป็นทั้งผู้ถูกสังเกตการณ์และเป็นผู้สังเกตการณ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่เขาเป็นผู้สังเกตการณ์ก็เปรียบเหมือนสะท้อนสังคมแต่ละรูปแบบแตกต่างกันออกไป

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับ เคล (Shia LaBeouf) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทำใจไม่ได้กับการจากไปของพ่อ ทำให้เกิดความกดดันและมีเรื่องชกต่อยกับครูถึงหลายครั้ง และในที่สุด ก็โดนทำโทษโดยการกักบริเวณภายในบ้าน โดยมีแม่ที่ตัดเทคโนโลยีความบันเทิงภายในบ้านไปหมด จนกระทั่งมีสาวย้ายมาอยู่ข้างบ้านเขาคือ แอชลีย์ (Sarah Roemer) ที่เขาหลงรัก และรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่พอใจ จนเขามองไปมองมาก็ไปสงสัยชายเพื่อนบ้านอีกคนนั่นคือ โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ (David Morse) ที่มีหลักฐานตรงกับข่าวเกี่ยวกับชายที่ฆ่าหั่นศพหญิงสาวพอดี

หนังพยายามที่จะทำตัวแปลกใหม่ โดยการใส่ทั้งอารมณ์ตลก โรแมนติค เข้าไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะมากกว่า สิ่งที่แตกต่างอีกเรื่องนั่นก็คือ Plot เรื่องมีบังคับกับตัวละคร ถึงแม้ Rear Window จะไม่ได้มีฉากออกไปสืบหรือหลบหนีไปข้างนอกอย่าง Disturbia แต่ก็ระทึกกว่า ในสถานการณ์ที่ไปไหนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ Rear Window มีดีกว่าเยอะ แม้ Disturbia จะเจาะจงให้มองจุดใดจุดหนึ่งเนื่องจากหน้าต่างแคบ และเป็นบ้าน ไม่ใช่อพาร์ทเม้นท์ที่มีหน้าต่างใหญ่กว่า

เรื่องแรกพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากนัก มีแค่ กล้องถ่ายรูป+เลนส์ซูม+เฟลช+กล้องส่องทางไกล ต่างกับเรื่องหลังโดยสิ้นเชิงที่ทำดูเหมือนว่าจะได้เปรียบมากกว่าเนื่องจากมีทั้ง กล้องวิดิโอ+กล้องรักษาความปลอดภัย+กล้องส่องทางไกล และสิ่งอื่นๆ ด้วยจำกัดของกาลเวลาและยุค Rear Window ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีน้อยกว่าก็สามารถทำให้หนังระทึกได้ทั้งๆที่ถ่ายจากมุมมองในห้องอย่างเดียว

แต่สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือตัวเอกที่มีความอยารู้อยากเห็นและสงสัยเหมือนกัน มีคนไม่เชื่อเหมือนกันตามสูตร และถึงแม้เรื่อง Disturbia จะอ้างว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบมาจาก Rear Window โดยการทำตัวให้แตกต่างจากหนังเรื่องหลัง แต่ถึงไม่บอกก็รู้ว่าถ้าคนที่เคยดูทั้ง 2 เรื่องมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าลอก Plot คล้ายๆกันมา

ถ้าให้เปรียบเทียบกับทั้ง 2 เรื่อง ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนไหนชอบแนวไหน ถ้าชอบแบขอคิดหน่อยก็ต้องเรื่องแรก แต่ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นก็น่าจะชอบ Disturbia มากกว่า(แต่ผมไม่ใช่) เนื่องจากมีฉากที่ต้องตื่นเต้นแบบสมัยใหมมากกว่า่ (ในเว็บบอร์ด IMDb มีคนเขียนว่า Disturbia เจ๋งกว่า ใหม่กว่าตั้งหลายเท่ากว่า Rear Window ที่เขาบอกว่าน่าเบื่อ เมื่อถามว่าอายุเท่าไหร่ เขาก็ตอบว่าอายุ 15 ปี) และเมื่อไม่ว่าดูจากมุมมองเรื่องยุคสมัย สิ่งที่มีจำกัดในขณะนั้น ก็ต้องบอกว่า Rear Window เหนือกว่าในแง่นั้น แต่ถ้าเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องกระตุ้นอารมณ์ของชายหนุ่มวัยรุ่นก็คงต้องเป็น Disturbia

Rear Window >> 5/5

Disturbia >> 4/5

Cube (1997) 4 ซ้อน 4 หนีกับมรณะ

หนังดีๆที่ไม่อยากเชื่อว่าไม่ใช่หนังของ Hollywood แต่เป็นของหนังของแคนาดา

ขึ้นเรื่องมาหนังก็เริ่มต้นที่ในลูกบาศก์เลย เมื่อคน 6 คน ถูกจับไปในลูกบาศก์อันหนึ่ง โดยแต่ละคนก็มีอาชีพแตกต่างกันไป คือ ตำรวจ คุณหมอ ผู้ใหญ่ออทิสติก นักโทษ เด็กนักเรียน และคนรับออกแบบงานก่อสร้าง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงถูกจับเข้ามา ใครคือคนสร้างมัน สร้างเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่พวกเขารู้อย่างเดียวว่าพวกเขาต้องหาทางออกจากที่ลูกบาศก์ลูกนี้ให้ได้

แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว และความหวังที่จะหาทางออกให้พบนั้น แต่ละคนก็เริ่มเผยธาตุแทสัญชาตญาณดิบในตัวเองออกมา พร้อมกับในแต่ละห้องก็จะมีกับดักฆ่าคนรออยู่ด้วย

ตัวหนังใช้สถานที่ง่ายๆครับ แค่ห้องสี่เหลี่ยมทั้งเรื่อง และแต่ละห้องก็จะมีประตูต่อไปอีกๆเรื่อยดูท่าว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด และใช้ความรู้ของแต่ละคนมาช่วยนิดหน่อย ก็ถือว่าภาพรวมออกมาดีครับ ตัวหนังไม่มีอะไร แต่มันทำออกมากดดันนะ เปิดห้องแล้วก็ไม่รู้ว่าห้องต่อไปจะมีอะไร กับดักรึเปล่า แต่พอไม่มีอะไรก็โล่งงงง..อก ตัวหนังก็ไม่ได้ยาวมาก พอดีๆ ไม่เบื่อ ได้ทั้งอารมณ์แหวะๆ ไซ-ไฟ สืบสวน ระแวง ตื่นเต้น ระทึกขวัญ การดำเนินเรื่องก็ไปได้เรื่อยๆเหมาะสมกับเวลาดี

4/5

The Thing (1982) ไอ้ตัวเขมือบโลก

หนังสยองขวัญ/เขย่าขวัญจากผู้กำกับหนังระดับคลาสสิค John Carpenter

เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ 12 คน ที่อาศัยอยู่ ณ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ แถบแอนตาร์กติก ขั้วโลกใต้อันหนาวเหน็บและห่างไกลผู้คน ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนวันทั่วๆไปอีกวันหนึ่ง พวกเขาก็บังเอิญเจอเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์ผ่านหน้าสถานีมาโดยกำลังไล่ยิงสุนัขตัวหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ และเมื่อพบว่าเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์นั้นอยู่ไกลออกไป แม็คครีดี้ี้ (Kurt Russell) คนขับเฮลิคอปเตอร์จึงออกตรวจสอบที่ที่ชาวนอร์เวย์ผู้นั้นอาศัยอยู่ แต่ก็พบเรื่องประหลาดมากมาย ทั้งศพที่อยู่ในสภาพถูกไฟ้ไหม้ และเหนอะแหนะ แม็คครีดี้จึงนำกลับมาตรวจสอบด้วย ภายในสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเจอกับความหวาดกลัวโดยการมาของ “สิ่งน้ั้น”

ในช่วงแรก หนังเอื่อยมากครับ เราอาจจะไม่เข้าใจบางอย่าง จนกระทั่งการค้นพบเจ้า “สิ่งนั้น” ความน่ากลัวและสยดสยองก็เริ่มตามมา บวกด้วยจังหวะดนตรีที่ตื่นเต้นพอควร และบรรยากาศปิดตายจากโลกภายนอก ท่ามกลางความไม่ไว้ใจของกันและกัน ว่าใครจะเป็น”สิ่งนั้น” บ้าง ก็ทำให้ตื่นเต้นเข้าไปอีก

คอหนังแนวตื่นเต้น แหวะๆ น่าจะชอบเป็นพิเศษนะครับ

4.5/5

The Mist (2007) มฤตยูหมอกกินมนุษย์

“ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกแยก”

หากจะบอกว่าคำพูดข้างต้นนี้มีทั้งจริงและไม่จริงคือ

- ความกลัวเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ขาดสติ และเริ่มสงสัยคนใกล้ชิด เริ่มเชื่อ คล้อยตามกลุ่มคนบางพวก ไม่ได้ใช้เหตุผลจริงๆในการคิด อาจทำให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นไ้ด้ ฯลฯ

- แต่ความกลัว อาจทำให้คนอีกคนรู้ตัวทันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ทำให้คนหลงละเมอรู้สึกตัว ฯลฯ

และในหนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความกลัวทั้งสองอย่างเช่นกัน

The Mist คือหนังที่สร้างจากเรื่องสั้นของ Stephen King จากหนังสือรวมเรื่องสั้น Skeleton Crew เรื่องของเมืองๆหนึ่งซึ่งหลังจากมีพายุมาถล่มเมืองจนทำให้ เดวิด เดรย์ตัน (Thomas Jane) นักจิตรกรวาดรูปโปสเตอร์หนังต้องออกมาซื้อของกับลูก เพื่อตุนเสบียงอาหารไว้ แต่และแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีกลุ่มหมอกควันหนากลุ่มหนึ่งคืบคลานมาในเมือง และซุปเปอร์มาร์เกตที่คนหลายคนซื้อของอยู่รวมทั้งเดวิดด้วย

หลังจากมีคนๆหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาในซุปเปอร์มาร์เกต พร้อมกับการบาดเจ็บ และบอกว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ข้างนอกนั่น ประกอบกับการตายของคนที่อยู่ในร้านหลังจากออกไป นั่นทำให้คนหลายๆคนเริ่มกลัว และเริ่มคิดว่าที่ๆพวกเขาอยู่นั้นเริ่มไม่ปลอดภัยซะแล้ว

แต่แล้วก็มีหญิงคลั่งศาสนาที่นำแสดงโดย Marcia Gay Harden ลุกขึ้นมาและพูดว่านี่คือประสงค์ของพระเจ้า การที่เราไปทำผิดไว้เยอะ และพระเจ้าก็เลยต้องการ”เลือด” ฯลฯ เพราะความกลัว ทำให้กลุ่มคนที่ตอนแรกไม่ค่อยเชื่อนัก เริ่มหลงสติคิดเห็นตามเธอไปด้วย และเริ่มต่อต้านกลุ่มคนที่อยู่ข้างเดียวกับพระเอก โดยการสังเวย “เลือด”

Frank Darabont ก็ยังเล่นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์อีกแหละครับ (หรือ Stephen King หว่า?) เหมือนเรื่องที่เขาเคยกำกับ The Green Mile (1999) กับ The Shawshank Redemption (1994) หลังจากหนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกที่เขาหยิบนิยายของ Stephen King มาทำ พัฒนาการผมว่ายังกลางๆมากสำหรับเขา แต่สำหรับหนังสยองขวัญ(ปนดราม่า)เรื่องนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว

สัตว์ประหลาดที่อยู่ภายนอกซุปเปอร์มาร์เกตนั้นอาจจะไม่ใช่ใครแต่เป็น “ตัวเรา”เอง การอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มๆหนึ่งที่มาจากพื้นฐานต่างกัน พื้นเพ ประเพณี ความเชื่อ ที่ต่างกัน แถมอยู่ร่วมกันเพราะ “ความกลัว” อีก อาจทำให้คนเราขาดสติ พร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้แต่การฆ่าคน และเริ่มอ้างความผิดว่าเป็นประสงค์ของ “พระผู้เป็นเจ้า” ทำให้คนเริ่มแตกออกเป็น 2 กลุ่มโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ “พระผู้เป็นเจ้า”จะไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาเลย และดูเหมือน “พระผู้เป็นเจ้า” อยากจะฆ่าคนเสียเหลือเกิน??

ส่วนตอนจบที่คนว่ากันไว้เยอะนั้น ผมชอบครับ แม้มันจะให้ความรู้สึกที่ยังไม่จบ แต่การตัดสินใจตอนนั้น เวลานั้น ช่วงนั้น ถ้าเป็นผมคิด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร

4/5 ครับ

Rosemary’s Baby (1968) ทายาทอสูร

แนว ลึกลับ ซ่อนเงื่อน

เมื่อสองสามีภรรยาที่มีทางฝ่ายชาย กาย วู้ดส์เฮ้าส์ (John Cassavetes) นักแสดงทีวีที่กำลังรุ่งโรจน์ในหน้าที่การงาน และทางด้านครอบครัวก็ดีกำลังจะไปได้ดีกับโรสแมรี่ วู้ดส์เฮ้าส์ (Mia Farrow) ทำให้ทั้งสองเริ่มย้ายที่อยู่มาที่นิวยอร์ค เมืองซึ่งทำให้ฝ่ายชายอาจจะรุ่งเรืองในงานประกอบกับไปเจอกับอพาร์ตเม้นท์ให้เช่าที่ใหญ่โตและสวยงามทำให้เหมาะกับการที่ทั้งสองอยากจะพลอดรักมีลูกกันที่นี่อีกด้วย

แต่หลังจากการตายของเพื่อนบ้านอย่างลึกลับที่เธอรู้จัก และเพื่อนบ้าน มินนี่ (Ruth Gordon) กับสามีผู้ใจดีและคอยดูแลเธอบ่อยๆจนทำให้โรสแมรี่ชักสงสัยว่าเธอคนนี้มีความลับอะไรซ่อนอยู่กันแน่ หรือเธอแค่เป็นเพื่อบ้านธรรมดา ในขณะที่ ฮัทช์ (Maurice Evans) เพื่อนของเธอ ก็ได้พบกับความลึกลับที่มีความเชื่อมโยงกับเพื่อนบ้านผู้นี้เข้า

หนังทำออกมาได้สยองขวัญดีครับ และดนตรีก็ยังมีความสำคัญในหนังครับ ดนตรีทำออกมาได้เยี่ยมมาก ส่วนเนื้อเรื่องนี้ผมไม่อยากสปอยมาก อยากจะบอกคร่าวๆว่ามันเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้ทำลายล้างศาสนาคริสต์ของเขาก็แล้วกันนะครับ ส่วนการแสดงก็ดีมากๆโดยเฉพาะคุณยายเพื่อนบ้านที่มีความสำคัญในหนังเรื่องนี้ด้วย และมีอาก็เล่นได้ดีเช่นกัน โดยรวมแล้วตัวหนังทำออกมาได้ดีครับ แต่สำหรับผมในตอนหลังๆ(โดยเฉพาะตอนจบ) ยังมีขัดใจบ้างนิดๆครับ

เกือบๆอีกนิดๆสามดาว 1/2

The Exorcist (1973) หมอผีเอ็กซอร์ซิสท์

The Exorcist (1973) หมอผีเอ็กซอร์ซิสท์ และ

The Exorcist : The Version You’ve Never Seen (2001) หมอผีเอ็กซอร์ซิสท์ ฉบับสยองลึก

ผมไม่เคยดูเวอร์ชั่นต้นฉบับหรอกนะครับ แต่ฟังคำบอกเล่าจากคนที่เคยดูมาก็ได้ความว่ามันมีฉากเพิ่มเข้าไปเฉยๆ และฉบับใหม่ก็มีคนชอบมากกว่าด้วย เพราะฉะนั้นผมขอรีวิวฉบับเพิ่มฉากใหม่ๆ (The Version You’ve Never Seen) ที่เพิ่งเอาเข้ามาใหม่ และมีคนดูมากกว่าด้วย

ในบ้านหลังหนึ่งวิญญาณปีศาจชั่วร้ายได้สถิตเข้าสิงในตัวของ เรแกน แมคนีล (Linda Blair) โดยในตอนแรกๆแม่ของเธอ คริส แมคนีล (Ellen Burstyn) นึกว่าเป็นอาการป่วยธรรมดาแต่ต่อมาลูกของเธอมีอาการหนักขึ้นเรื่อยๆ เช่น ไต่บันไดลงมาจากชั้นบน การทำตัวแปลกๆ และร่างกายเริ่มเน่าบวมลงเรื่อยๆ ทำให้ต้องเรียกหมอผีมาทำพิธีไล่ผี ซึ่งก็คือ คุณพ่อ เมอร์ลิน (Max von Sydow) ที่มีประสบการณ์การไล่ผีมาแล้ว กับผู้ช่วย คุณพ่อเดเมี่ยน (Jason Miller) ที่จิตใจกำลังไม่มั่นคง

ก่อนอื่น ใครที่เห็นว่าหนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญและมีคนชื่นชอบเยอะๆ เลยอยากจะดูฉากเลือดสาดแบบไม่ยั้ง แขน-ขาหลุดออกมาจากตัว และการไล่ล่าที่ระทึกไม่เว้นช่วงหายใจ หยุดก่อน! เพราะท่านจะไม่ได้พบในหนังเรื่องนี้หรอกครับ

คำนิยามของหนังแนวสยองขวัญแต่ก่อนมันไม่ได้หมายความว่าจะต้องมีฉากที่ระทึก หรือเลือดสาดออกมามากมายหรกนะครับ แต่คือการใส่อารมณ์ให้หลอนๆ ใส่ดนตรีเขย่าขวัญหน่อย การแสดงและการกำกับภาพดีๆ ก็สามารถทำให้คนมีอารมณ์ร่วมในความน่ากลัวได้ครับ

บางคนดูแล้วก็บอกว่า อ้าว ทำไมต่างประเทศเขาชอบกับหนักหนาล่ะ ก็เพราะว่ามันมีฉากที่เล่นเกี่ยวกับศาสนาคริสต์นะสิครับ เช่น ทำลายรูปปั้นพระแม่มารี ด่าสาปแช่งพระเยซู และอื่นๆ ทำให้ดูรุนแรงในสายดาของคนนับถือศาสนานี้พอสมควร

ดังนั้นพวกบ้านเราดูจึงไม่ค่อยสยองเท่าไหร่ครับ แต่สำหรับผม ผมชอบครับ คือผมว่าการแสดงกับดนตรีมันหนักแน่นดี บางช่วงตอนแรกออกจะอืดๆไปบางนะครับ แต่ช่วงหลังเริ่มระทึกดี หลอนจิต ได้ใจผมมากๆเลยครับ

สามดาวคลาสสิค