Rear Window & Disturbia มองความเหมือนในความแตกต่าง

ชายคนหนึ่งเป็นช่างภาพมืออาชีพ แต่ต้องประสบอุบัติเหตุในระหว่างหน้าที่ในการถ่ายรูปที่สนามแข่งรถ ทำให้ขาหักข้างหนึ่งและใส่เฝือก ไปไหนมาไหนไม่ได้

ชายอีกคนหนึ่งเป็นเด็กนักเรียนที่สูญเสียพ่อไปต่อหน้าต่อตา โดยโทษว่าเป็นความผิดของเขา หนึ่งปีต่อมา เขายังทำใจไม่ได้ จึงมีเรื่องกับอาจารย์ในโรงเรียนบ่อยๆทำให้โดนลงโทษกักบริเวณอยู่ในบ้าน

ทั้งสองแตกต่างกัน ทั้งอายุ และรูปร่าง แต่ทั้งสองมีสิ่งหนึ่งที่เหมือนกันนั่นคือ “ความสงสัยที่ว่าเพื่อนบ้านของเขาจะเป็นฆาตกร”

ชายคนแรกคือ แอล บี เจฟเฟอร์รี่ (James Stewart) ชายวัยกลางคน(?)ที่อาศัยอยู่ในอพาร์ตเม้นท์ของเขา เนื่องจากเขาขาหักจากการอุบัติเหตุในงานถ่ายรูปหนักมากขนาด 7 สัปดาห์ยังไม่หาย ทำให้ต้องใส่เฝือกและนั่งรถเข็น โดยไม่มีสิ่งใดทำนอกจากดูเพื่อนบ้านจากหน้าต่างตรงหน้าเขา โดยหวังว่าอีกสัปดาห์หนึ่งคงจะถอดเฝือกได้

แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีใครซะทีเดียว เพราะยังมีแม่บ้าน สตีล่า (Thelma Ritter) ที่คอยมานวดและจัดการความเรียบร้อยต่างๆ มีนิสัยชอบทำนายและสร้างสมมติฐานขึ้นมาจากเหตุผล รวมไปถึง ลิซ่า คาร์รอล เฟรมองต์ (Grace Kelly) หญิงสาวนำแฟชั่นที่เจฟเฟอร์รี่หลงรัก แต่ไม่ยอมแต่งงานซะที เพราะนิสัยและความชอบแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง ลิซ่าเป็นคนหรูหรา ใส่เสื้อผ้ามากันไม่ซ้ำแต่ละวันๆ ส่วนเจฟชอบความสบาย เรียบๆง่ายๆ ซึ่งรสนิยมแตกต่างกันโดยสิ้นเชิง เธอคิดว่าน่าจะเปลี่ยนแปลงตัวเข้าหากันได้เพื่อที่จะได้แต่งงานซะที ส่วนเขาคิดว่าเขาดีเกินไป คงอยู่ด้วยกันไม่ได้

ด้วยความอยากรู้อยากเห็น เมื่อเขามองออกไปนอกหน้าต่างซึ่งมีทั้ง คุณนายขี้เหงาที่อยู่ชั้นล่าง คู่สามี-ภรรยาใหม่ที่เพิ่งแต่งงาน คุณทอร์โซ นักแต่งเพลง หญิงนักเต้นบัลเลย์ หญิงที่มีหมาและชอบนอนบนระเบียง รวมไปถึงคุณและคุณนายธอร์วาร์ด

จนกระทั่งคืนวันหนึ่ง คุณธอร์วาร์ดกลับออกจาบ้านไปตอนดึกๆ และกลับมาตอนหัวค่ำ พร้อมกับถือกระเป๋าใบใหญ่ไปด้วย และพอวันต่อมา เขาก็เห็นสิ่งผิดปกติเกี่ยวกับตัวธอวอร์ดเมื่อภรรยาของเขาหายไป ทำให้เจฟเฟอร์่และแฟนสาวของเขาสงสัยและเรียกนักสืบ โทมัส ดอยส์ (Wendell Corey) เพื่อนเก่าของเขาให้มาสืบ แต่ก็ไม่ค่อยมีใครเชื่อเขา จนกระทั่งคุณธอร์วาร์ดทำตัวเริ่มผิดสังเกต

หนังของ ส่วนมากมักจะสอดแทรกประเด็นเรื่อง ผู้ชาย-ผู้หญิง โดยให้ตัวผู้หญิงมีปัญหากับผู้ชายบ่อยๆ ในเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องที่มีประเด็นนี้เข้าไป พร้อมกับประเด็นที่อเมริกาชอบที่จะเล่นเป็นผู้เฝ้าดูโดยผ่านตัวกลางหรือสื่อกลาง(ในเรื่องหมายถึงกล้อง)แม้การจ้องมองและแอบดูคนอื่นอยู่นั้นจะเป็นผลดี แต่จะถูกมองว่าเป็นการรุกรานและก่อให้เกิดปัญหากับหลายฝ่าย (ในอเมริกาช่วง 1940-1950 มีการรณรงค์ต่อต้านคอมมิวนิสต์ในอเมริกา ซึ่งการการปลุกปั่นยุยงให้จับตาดูคนที่น่าสงสัย ดังนั้น สังคมอเมริกันในตอนนั้นจึงมีแต่คนหวาดระแวงกันมาก)

และตามเคยหนังที่เขากำกับ จะต้องมีตัวเขาโผล่มาด้วย ในเรื่องนี้เขาโผล่มาช้าหน่อย ซึ่งถ้าใครสังเกตไม่ทันก็อาจจะพลาดไม่ได้ ส่วนการเล่นแสง-เงา ก็ยังเป็นช่วงที่ได้อารมณ์มากๆ โดยเฉพาะฉากจบและฉากชาย-หญิง โดยการใช้โคมไฟ 3 ตัวเล่น แสง-เงา และด้วยการใส่เสียงดนตรี ซึ่งบางทีถ้าสังเกตดีๆ จะคล้องกับความหมายของคนที่อยู่ในฉาก(?)ในบางช่วง ทำให้หนังดูมีเสน่ห์ และการใส่ดนตรีในช่วงไคลแมกซ์ รวมไปถึงช่วงตื่นเต้น ก็ทำให้หนังออกมาดี รวมถึงการที่ไม่ต้องใส่ดนตรีเข้าไปเพราะมีฉากที่คนเล่นดนตรีอยู่แล้ว ทำให้ดูเหมือนเราอยู่ในเหตุการณ์นั้นจริงๆ โดยฉากที่อยู่ในเรื่องนั้นก็เกิดขึ้นโดยการเซ็ตฉากขึ้นมาในสตูดิโออีกเช่นกัน

คำว่า Rear Window ซึ่งถ้าแปลตรงตัวก็คงหมายถึง หลังหน้าต่าง (Rear -หลัง, Window – หน้าต่าง) ซึ่งก็แปลได้ 2 ความหมายอีกนั่นก็คือ ผู้ที่เฝ้าดูอยู่เบื้องหลังอยู่หลังหน้าต่างซึ่งเป็นผู้สังเกตการณ์ หรือผู้ที่อยู่หลังหน้าต่างที่เป็นผู้ถูกสังเกตการณ์ แต่ความจริงอล้ว ทั้ง 2 ฝ่ายก็สามารถเป็นทั้งผู้ถูกสังเกตการณ์และเป็นผู้สังเกตการณ์ได้เช่นเดียวกัน ซึ่งแต่ละคนที่เขาเป็นผู้สังเกตการณ์ก็เปรียบเหมือนสะท้อนสังคมแต่ละรูปแบบแตกต่างกันออกไป

ส่วนอีกเรื่องเกี่ยวกับ เคล (Shia LaBeouf) เด็กหนุ่มวัยรุ่นที่ทำใจไม่ได้กับการจากไปของพ่อ ทำให้เกิดความกดดันและมีเรื่องชกต่อยกับครูถึงหลายครั้ง และในที่สุด ก็โดนทำโทษโดยการกักบริเวณภายในบ้าน โดยมีแม่ที่ตัดเทคโนโลยีความบันเทิงภายในบ้านไปหมด จนกระทั่งมีสาวย้ายมาอยู่ข้างบ้านเขาคือ แอชลีย์ (Sarah Roemer) ที่เขาหลงรัก และรู้ว่าถูกจ้องมองอยู่ตลอดเวลา ทำให้ไม่พอใจ จนเขามองไปมองมาก็ไปสงสัยชายเพื่อนบ้านอีกคนนั่นคือ โรเบิร์ต เทอร์เนอร์ (David Morse) ที่มีหลักฐานตรงกับข่าวเกี่ยวกับชายที่ฆ่าหั่นศพหญิงสาวพอดี

หนังพยายามที่จะทำตัวแปลกใหม่ โดยการใส่ทั้งอารมณ์ตลก โรแมนติค เข้าไปด้วย แต่นั่นก็ไม่ได้ช่วยอะไรหนังมากนัก เหมือนกับว่าหนังเรื่องนี้น่าจะเน้นกลุ่มวัยรุ่นโดยเฉพาะมากกว่า สิ่งที่แตกต่างอีกเรื่องนั่นก็คือ Plot เรื่องมีบังคับกับตัวละคร ถึงแม้ Rear Window จะไม่ได้มีฉากออกไปสืบหรือหลบหนีไปข้างนอกอย่าง Disturbia แต่ก็ระทึกกว่า ในสถานการณ์ที่ไปไหนไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ Rear Window มีดีกว่าเยอะ แม้ Disturbia จะเจาะจงให้มองจุดใดจุดหนึ่งเนื่องจากหน้าต่างแคบ และเป็นบ้าน ไม่ใช่อพาร์ทเม้นท์ที่มีหน้าต่างใหญ่กว่า

เรื่องแรกพิสูจน์ให้เห็นว่าแม้จะไม่มีเทคโนโลยีทันสมัยมากนัก มีแค่ กล้องถ่ายรูป+เลนส์ซูม+เฟลช+กล้องส่องทางไกล ต่างกับเรื่องหลังโดยสิ้นเชิงที่ทำดูเหมือนว่าจะได้เปรียบมากกว่าเนื่องจากมีทั้ง กล้องวิดิโอ+กล้องรักษาความปลอดภัย+กล้องส่องทางไกล และสิ่งอื่นๆ ด้วยจำกัดของกาลเวลาและยุค Rear Window ก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ถึงแม้จะมีเทคโนโลยีน้อยกว่าก็สามารถทำให้หนังระทึกได้ทั้งๆที่ถ่ายจากมุมมองในห้องอย่างเดียว

แต่สิ่งที่เหมือนกันนั่นก็คือตัวเอกที่มีความอยารู้อยากเห็นและสงสัยเหมือนกัน มีคนไม่เชื่อเหมือนกันตามสูตร และถึงแม้เรื่อง Disturbia จะอ้างว่าไม่ได้ลอกเลียนแบบมาจาก Rear Window โดยการทำตัวให้แตกต่างจากหนังเรื่องหลัง แต่ถึงไม่บอกก็รู้ว่าถ้าคนที่เคยดูทั้ง 2 เรื่องมาแล้วก็น่าจะรู้ว่าลอก Plot คล้ายๆกันมา

ถ้าให้เปรียบเทียบกับทั้ง 2 เรื่อง ก็ต้องขึ้นอยู่กับว่าคนไหนชอบแนวไหน ถ้าชอบแบขอคิดหน่อยก็ต้องเรื่องแรก แต่ถ้าเป็นกลุ่มวัยรุ่นก็น่าจะชอบ Disturbia มากกว่า(แต่ผมไม่ใช่) เนื่องจากมีฉากที่ต้องตื่นเต้นแบบสมัยใหมมากกว่า่ (ในเว็บบอร์ด IMDb มีคนเขียนว่า Disturbia เจ๋งกว่า ใหม่กว่าตั้งหลายเท่ากว่า Rear Window ที่เขาบอกว่าน่าเบื่อ เมื่อถามว่าอายุเท่าไหร่ เขาก็ตอบว่าอายุ 15 ปี) และเมื่อไม่ว่าดูจากมุมมองเรื่องยุคสมัย สิ่งที่มีจำกัดในขณะนั้น ก็ต้องบอกว่า Rear Window เหนือกว่าในแง่นั้น แต่ถ้าเรื่องเทคโนโลยีและเรื่องกระตุ้นอารมณ์ของชายหนุ่มวัยรุ่นก็คงต้องเป็น Disturbia

Rear Window >> 5/5

Disturbia >> 4/5

North by Northwest (1959)

ก่อนที่หนังเรื่อง Psycho (1960) จะสร้างชื่ออย่างมากมายให้กับ Alfred Hitchcock ผู้กำกับหนังระทึกขวัญ/สืบสวน จนคนส่วนใหญ่รู้จักแล้ว แต่ก่อนหน้านั้นเขาก็ได้ทำให้คนดูได้ทึ่งและลุ้นระทึกไปกับหนังของเขามาแล้วหลายเรื่อง ดังเช่นหนึ่งในผลงานกำกับของเขาเรื่อง North by Northwest (1959) เรื่องนี้

สำหรับภาพยนตร์เรื่องนี้ เป็นผลงานกำกับของ Hitchcock ต่อจากเรื่อง Vertigo (1958 ) ที่ถึงแม้จะได้รับคำวิจารณ์ดี แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จในด้านเงินเท่าไหร่นัก ในเรื่องนี้ Alfred Hitchcock จึงขอแก้ตัวโดยเปลี่ยนพล็อตให้เป็นแนวขายตลาดมากยิ่งขึ้นโดยได้คนเขียนบท Ernest Lehman (คนเขียนบทที่เข้าชิงออสการ์ถึง 6 รางวัล รวมถึง Sabrina (1954) หนังตลกของผู้กำกับ Billy Wilder) ซึ่งได้พล็อตนี้จาก Hitchcock ผู้ซึ่งได้รับการแนะนำจากนักหนังสือพิมพ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจมาอีกทอดหนึ่ง เกี่ยวกับเรื่องของสายลับในสงครามโลกครั้งที่สอง ที่มีการเข้าใจผิดกันอยู่บ่อยๆ

และเนื่องจากผู้กำกับต้องการให้เป็นหนังระทึกขวัญเอาใจตลาด จึงนำ Cary Grant มาร่วมงานอีกเป็นครั้งที่สี่ ทั้งๆที่ James Stewart เคยมาเสนอตัว เนื่องจาก Hitchcock กลัวคนเบื่อ เพราะเขาเคยรับบทหนังเรื่อง Vertigo (1958 ) มาก่อนหน้านี้แล้ว โดยในเรื่องนี้ Grant ก็แสดงเป็นตัวเอก โรเจอร์ ฮอร์นฮิล ชายหนุ่มในบริษัทโฆษณาชาวนิวยอร์ค ที่อยู่ดีๆก็ถูกองค์กรที่เขาไม่รู้จักจับตัวไป และอ้างว่าเขาชื่อ จอร์จ คาเพลน โดยใครๆต่างก็รู้จักเขาหมด และเมื่อในที่สุดเขาไม่รู้ว่าเขาเกี่ยวอะไรกับองค์กรนี้ด้วย เขาจึงปฏิเสธความร่วมมือไป ทำให้โดยเมายา และเกือบตกน้ำ หลังจากนั้นเขาจึงออกตามหา จอร์จ คาเพลนตัวจริง โดยในระหว่างทาง เขาก็ถูกเข้าใจผิดว่าเป็นฆาตกรฆ่าคน และเขาจึงหลบหนีจนไปเจอกับ อีฟ แคนเดล (Eva Marie Saint) โดยต่างคนต่างก็ตกหลุมรักกัน

และตามเคย ในหนังทุกเรื่องของ Hitchcock จะต้องมีตัวเขาออกมาโผล่แจมในฉากหนังด้วยเสมอ ถึงแม้จะเป็็นฉากเล็กๆก็ตาม โดยทำให้คนดูต้องจ้องว่าเขาจะมาปรากฎตัวในฉากไหน และหนังเกือบทุกเรื่องจะต้องมีฉากประทับใจและกล่าวขานต่อๆกันมาอยู่เสมอ ในเรื่องนี้คือฉากที่ ฮอร์นฮิล ต้องโดนเครื่องบินไล่ตาม ในทุ่งโล่งๆ กว้างใหญ่แห่งหนึ่ง และที่ขาดไม่ได้ก็คือการถ่ายฉากใน UN ที่ไม่ได้รับอนุญาตให้ถ่ายทำ ทาง Hitchcock จึงซ่อนกล้องไว้ถ่ายทำ โดยจัดแบบจำลองห้องขึ้นมาอีกที และฉากภูเขาใน Rushmore ที่ซึ่งมีการแกะสลักรูปหน้าของประธานาธิบดีของสหรัฐฯ ซึ่งเป็นการถ่ายในสตูดิโอทั้งหมด โดยต้องระวังไม่ให้มีการฆ่ากันบนนั้นเด็ดขาด

ไตเติ้ลก็ยังเป็นอีกหนึ่งฉากที่เรียกเสน่ห์และแฝงความหมายในตัวมันเองได้อย่างดี ในเรื่องนี้ใช้การตีกรอบในมุมเอียง (หรืออีกมุมของมุมสูง) แสดงให้เห็นถึงสภาพสังคมในนิวยอร์คแออัดยัดเยียดมากมายของผู้คน

4.5/5

Cube (1997) 4 ซ้อน 4 หนีกับมรณะ

หนังดีๆที่ไม่อยากเชื่อว่าไม่ใช่หนังของ Hollywood แต่เป็นของหนังของแคนาดา

ขึ้นเรื่องมาหนังก็เริ่มต้นที่ในลูกบาศก์เลย เมื่อคน 6 คน ถูกจับไปในลูกบาศก์อันหนึ่ง โดยแต่ละคนก็มีอาชีพแตกต่างกันไป คือ ตำรวจ คุณหมอ ผู้ใหญ่ออทิสติก นักโทษ เด็กนักเรียน และคนรับออกแบบงานก่อสร้าง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงถูกจับเข้ามา ใครคือคนสร้างมัน สร้างเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่พวกเขารู้อย่างเดียวว่าพวกเขาต้องหาทางออกจากที่ลูกบาศก์ลูกนี้ให้ได้

แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว และความหวังที่จะหาทางออกให้พบนั้น แต่ละคนก็เริ่มเผยธาตุแทสัญชาตญาณดิบในตัวเองออกมา พร้อมกับในแต่ละห้องก็จะมีกับดักฆ่าคนรออยู่ด้วย

ตัวหนังใช้สถานที่ง่ายๆครับ แค่ห้องสี่เหลี่ยมทั้งเรื่อง และแต่ละห้องก็จะมีประตูต่อไปอีกๆเรื่อยดูท่าว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด และใช้ความรู้ของแต่ละคนมาช่วยนิดหน่อย ก็ถือว่าภาพรวมออกมาดีครับ ตัวหนังไม่มีอะไร แต่มันทำออกมากดดันนะ เปิดห้องแล้วก็ไม่รู้ว่าห้องต่อไปจะมีอะไร กับดักรึเปล่า แต่พอไม่มีอะไรก็โล่งงงง..อก ตัวหนังก็ไม่ได้ยาวมาก พอดีๆ ไม่เบื่อ ได้ทั้งอารมณ์แหวะๆ ไซ-ไฟ สืบสวน ระแวง ตื่นเต้น ระทึกขวัญ การดำเนินเรื่องก็ไปได้เรื่อยๆเหมาะสมกับเวลาดี

4/5

The Thing (1982) ไอ้ตัวเขมือบโลก

หนังสยองขวัญ/เขย่าขวัญจากผู้กำกับหนังระดับคลาสสิค John Carpenter

เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ 12 คน ที่อาศัยอยู่ ณ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ แถบแอนตาร์กติก ขั้วโลกใต้อันหนาวเหน็บและห่างไกลผู้คน ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนวันทั่วๆไปอีกวันหนึ่ง พวกเขาก็บังเอิญเจอเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์ผ่านหน้าสถานีมาโดยกำลังไล่ยิงสุนัขตัวหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ และเมื่อพบว่าเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์นั้นอยู่ไกลออกไป แม็คครีดี้ี้ (Kurt Russell) คนขับเฮลิคอปเตอร์จึงออกตรวจสอบที่ที่ชาวนอร์เวย์ผู้นั้นอาศัยอยู่ แต่ก็พบเรื่องประหลาดมากมาย ทั้งศพที่อยู่ในสภาพถูกไฟ้ไหม้ และเหนอะแหนะ แม็คครีดี้จึงนำกลับมาตรวจสอบด้วย ภายในสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเจอกับความหวาดกลัวโดยการมาของ “สิ่งน้ั้น”

ในช่วงแรก หนังเอื่อยมากครับ เราอาจจะไม่เข้าใจบางอย่าง จนกระทั่งการค้นพบเจ้า “สิ่งนั้น” ความน่ากลัวและสยดสยองก็เริ่มตามมา บวกด้วยจังหวะดนตรีที่ตื่นเต้นพอควร และบรรยากาศปิดตายจากโลกภายนอก ท่ามกลางความไม่ไว้ใจของกันและกัน ว่าใครจะเป็น”สิ่งนั้น” บ้าง ก็ทำให้ตื่นเต้นเข้าไปอีก

คอหนังแนวตื่นเต้น แหวะๆ น่าจะชอบเป็นพิเศษนะครับ

4.5/5

Mortal Thoughts (1991)

เกี่ยวกับหญิงสาว 2 คนที่เป็นเพื่อนกัน และวันหนึ่งเธอถูกผู้ชายพยายามทำมิดีมิร้าย จึงป้องกันตัวทำให้ผู้ชายคนนั้นตาย เธอกลัวมากและด้วยความที่ห่วงว่าตำรวจจะไม่เชื่อและจับพวกเธอเป็นผู้ต้องสงสัย จึงจัดการเก็บศพและปกปิดหลักฐานบางอย่างไว้อย่างมิดชิด และเมื่อมีใครบางคนรู้ พวกเธอจึงเริ่มระแวงกันเอง….

หนังช่วงแรกๆดีนะครับ เล่าเรื่องแบบย้อนอดีตโดยใช้คำพูดจากผู้ต้องสงสัย ส่วนดนตรีนั้นถือว่าใช้ได้ครับ ติดตรงที่ว่าบางช่วงมันหนักไปหน่อย เหมือนหนังสยองขวัญยังไงยังงั้น มุมกล้องแย่ครับ ไม่รู้ว่าจะตั้งใจให้ระแวงหรือสยองขวัญขนาดไหน โดยเอาฉากที่ไม่สมควรที่จะระแวงมาใช้ในฉากทำให้ดูไม่เข้ากับหนังบวกกับดนตรีหนังสยองขวัญมาผสม และเน้นดวงตาของผู้เล่าเป็นหลักเหมือนกับว่าจะบอกอะไรได้ ช่วงแรกๆพอถูไถไปได้ครับ ก็ดูน่าติดตามในระดับหนึ่ง แต่พอมาช่วงท้าย มันล่มไปกันเกือบทั้งหนังเลย เพราะบทสรุปที่ดูง่ายเกินไป ซึ่งบางคนก็อาจจะเดาตอนจบได้ตั้งแต่ตอนเริ่ม และบทที่ดูยังไม่ค่อยลงตัวและสมเหตุสมผลเท่าไหร่ ที่พอจบแบบหักมุม(นิดหน่อย) แล้วก็จะมีคำถามตามมาเพียบ ซึ่งสรุปง่ายๆว่ามีบทที่เกือบดี เพียงแต่ทำให้ดูสมจริงสมจัง และอุดช่องโหว่อีกหน่อยก็จะดีขึ้นอีกมาก

เอาเป็นว่าดูพอเพลินๆ ระทึกอย่างเดียวไม่ต้องไปหวังหักมุมเยอะๆอะไรก็แล้วกันนะครับ แถมจะว่าไป หนังเรื่องนี้ออกเป็นแนว ฟิล์ม-นัวร์นะครับ

ไม่ถึงกับแย่มาก แต่ก็ไม่ดีเท่าไหร่

3/5

The Bourne Ultimatum (2007) ปิดเกมล่าจารชน คนอันตราย

แนว แอ๊คชั่น สืบสวน ตื่นเต้น

ภาค 3 ของหนังชุด เจสัน บอร์น ที่มีพื้นฐานมาจากนิยายของ Robert Ludlum (ที่ไม่มีเค้าโครงเดิมเลยตั้งแต่ภาคแรก จนต้องทำให้ภาคหลังๆหาโครงเองเพิ่มเติมไปด้วย) ที่หลายคน (ที่ไม่เคยดูหนัง) อาจจะนึกว่าคงจะเหมือนกับเจมส์ บอนด์(ที่นามสกุล) ที่คงมีฉากแอ๊คชั่นอะไรประมาณนั้น แต่ผมคิดว่าตัวหนังเรื่องนี้ดูดีและสนุกกว่าชุดบอร์นเยอะเลย

เอาไว้ตอนว่างๆจะวิจารณ์หนัง 2 ภาคแรกให้ฟังนะครับ ตอนนี้ขอเล่าโดยรวมๆเลยว่า Jason Bourne (Matt Damon) คือคนที่ตกน้ำและถูกช่วยชีวิตมาโดยที่เขาก็ยังจำเกี่ยวกับอดีตตัวเองไม่ได้ และอยู่มาวันหนึ่งเขาก็ถูกตามล่าและเขาก็เริ่มออกค้นหาอดีตตนเองจากคนต่างๆที่เขาเคยทำผิดด้วย และทำให้เขารู้ว่าเขาก็เคยเป็นนักฆ่ามาก่อน ซึ่งอยู่โครงการเทรดสโตนที่อนุมัติกับอย่างลับๆโดย CIA ที่เกี่ยวกับความมั่นคงของชาติ และเขาก็ต้องผจญกับการตามล่าของฝ่ายต่างๆมากมาย

ถึงแม้มันจะไม่เหมือหนังสือเลยซักนิด แต่ก็ดูมันส์ไปอีกแบบนะครับ ผกก. Paul Greengrass จาก United 93 และหนังภาคก่อน The Bourne Supremacy ที่หลังจากหนังของเขาได้เข้าชิงออสการ์แล้วก็ยังดีขึ้นมาเรื่อยๆครับ (ตาแม็ตต์ เดมอนยังแซวว่านับวันยิ่งเหมือนสแตนลีย์ คิวบริกอีก) ไม่ผิดหวังจริงๆ

ส่วนที่ทำให้ผมชอบก็คือ เพลงประกอบหนัง ที่ถึงแม้จะใช้ทั้ง 3 ภาคก็ไม่เบื่อ และไตเติ้ลตอนท้ายที่ทำออกมาได้เยี่ยมยอดมากๆครับ มุมกล้องที่สื่ออารมณ์ของตัวละครแต่ละตัว (ที่ผมพอดูรู้เรื่องและชินแล้ว) ฉากแอ๊คชั่นต่างๆครับ ที่ดูยอดเยี่ยม อีกส่วนหนึ่งก็คือคนเขียนบท Tony Gilroy ที่เขียนบทมาตั้งแต่ภาคแรกครับ สามารถโยงเรื่องจากภาค 3 ในตอนต้นไปผูกกับเรื่องในภาค 2 ตอนกลางๆ(เกือบท้าย)ได้

ผมชอบภาคนี้มากที่สุดครับ รองมาก็ภาค 1 และภาค 2 ที่มีมุมกล้องสั่นๆงงๆ แต่พอภาค 3 ก็ชินแล้ว ภาคนี้มันดูครบรสนะครับ แต่เสียดายที่ตัวร้ายยังไม่ค่อยมีเสน่ห์ (เหมือนภาคอื่นๆ) สักเท่าไหร่

5/5