Waterloo Bridge (1940) วิมานรัก

แนว โรแมนติก ดราม่า ในช่วงสงคราม

เห็นหน้าปกแล้วตกใจ นึกว่าเป็นเรื่องวิมานลอยฉบับใหม่ซะอีก แถมชื่อไทยยังคล้ายกันอีก (สงสัยหนังที่นำแสดงโดยวิเวียน ลีห์ต่อไปถ้าไทยซื้อลิขสิทธิ์หนังออกมาเรื่องต่อไปอีกคงต้องมีชื่อ วิมาน… นำหน้าแน่ๆ (แอบคิดเล่นๆว่าถ้าเอา A Streetcar Named Desire มาลงแผ่นในไทย คงจะตั้งชื่อว่า วิมาน(?)ปรารถนา ) ยังดีที่จั่วหน้าปกว่าเป็นหนังของ Vivien Leigh เรื่องแรกหลังจาก Gone with the Wind (ที่จริงเรื่อง 21 Days มาก่อนนะครับ ฉายก่อนหน้าจากเรื่องนี้ห่างไม่ถึงเดือน แต่อย่างที่ว่านะครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์แผ่นของ WB นิครับ ก็เลยขายดารากันซะหน่อย (ที่จริงมีโฆษณามาตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้ว) ) เอ๊ะ! นี่เราพล่ามอะไรเนี่ย

เข้าเรื่องดีกว่า เป็นเรื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมันดีพอ ดี ทำให้บ้านเมืองกระสับกระส่าย จนวันหนึ่งขณะกำลังหนีไปที่หลบภัย รอย โครนิน (Robert Taylor – ในเรื่องไว้หนวดคล้ายๆ Clark Gable เลยแหะ แต่ดูเล็กๆกว่า) ก็ได้พบกับสาวระบำนาม ไมรา (Vivien Leigh) และตกหลุมรักกันทันที

แต่ไม่ใช่ว่าความรักของทั้งสองจะไม่มีอุปสรรคมาขวางกั้น เพราะมาดามที่สอนเธอเต้นระบำนั้นเข้มงวดกีดกันไม่ให้เธอไปพบกับรอย จนเธอต้องแอบหนีออกมา และทั้งสองได้ตัดสินใจแต่งงานกันในทันที ก่อนที่ฝ่ายชายจะไปรบในสงคราม แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อรอยโดนเรียกตัวไปในสงครามทันที โดยไมราไม่ทันได้กล่าวลาอย่างเป็นพิธี เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และดูท่าว่าความรักของทั้งสองอาจจะลงเอยไม่ได้ด้วยดี…

ตัวหนังนั้นสร้างมาจากบทละครของ Robert E. Sherwood นะครับ ซึ่งตอนแรกนั้นถูกทำออกมาเป็นหนังในปี 1931 มาก่อนแล้วนะครับ (ดูเหมือนฉบับเก่าจะมีตัวละครครบมากกว่า (รู้สึกว่าจะมี Bette Davis เล่นด้วย) แต่อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ เพราะผมไม่เคยอ่านบทละครเรื่องนี้) แต่เรื่องนี้โด่งดังมากกว่า โดนเนื้อเรื่องตอนแรกจะเล่าถึงการประกาศสงครามกับเยอรมันในเดือนกันยายน ปี 1939 (หนังฉายปี 1940) ซึ่งสงครามยังโลกครั้งที่สองยังไม่จบเลยนะครับ

นับว่าแม้จะน้ำเน่าไปนิดตามประสาหนังโรแมนติก แต่พอดูจบแล้วนี่ประทับใจมากๆเลยล่ะครับ เสียดายตอนจบบอกไม่ได้ กลัวจะดูไม่สนุก แต่แหม… ซึ้งกินใจจริงๆ และแถมยังมีเพลง Auld Lang Syne แบบมีแต่ทำนองบรรเลงในบางฉากอีก ผมนี่ฟังแล้วคิดว่ามันเหมาะกับหนังจริงๆครับ แม้ว่าจะถูกร้องในฉากที่เศร้าๆก็ตาม (ความรู้สึกคล้ายๆกับ It’s Wonderful Life ทีเดียวแหละครับ)

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงนำทั้งสองต่างบอกว่าเป็นหนังในดวงใจเลย ครับ (ถ้านับแค่หนังที่แต่ละคนเคยเล่นมา) โดนหนังยังได้ชิงออสการ์ 2 สาขาด้วยละครับ คือสาขากำกับภาพขาว-ดำ กับสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม (ถึงแม้จะพลาดรางวัลไป แต่ทั้งสองที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนั้นก็ได้รางวัลในสาขาเดียวกันจาก เรื่องอื่นแทนครับ)

มีเกร็ดเล็กนิดหนึงครับ ฉากตอนบรรเลงเพลง Auld Lang Syne ที่พระเอกกับนางเอกเต้นรำกันในตอนแรกนั้น มีบทพูดระหว่างนั้นด้วยนะครับ แต่ปรากฎว่าไม่มีใครจำคำพูดที่ถูกได้ ผกก.ก็เลยตัดสินใจนาทีสุดท้ายว่าจะตัดบทพูดออก ก็เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ และที่สำคัญหนังฉายในช่วงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ครับ แถมวันฉายรอบปฐมทัศน์เป็นวันที่ เนเธอร์แลนด์โดนเครื่องบินเยอรมันถล่มที่เมืองร็อตเตอร์ดัมอีก

ส่วนสะพานวอเตอร์ลูนั้นถูกตั้งชื่อเพื่อรำลึกถึงสงครามวอเตอร์ลู ที่อังกฤษและปรัสเซียชนะการรบกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในเบลเยี่ยมครับ รายละเอียดส่วนลึกนั้นต้องไปอ่านเอาเองครับ (เห็นใจผู้น้อยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเต๊อะ ) และสะพานนี้มีความหมายกับพระเอกนางเอกมากครับ เพราะอะไรนั้นต้องดูเอาเอง

สามดาวครึ่งครับ

3.5/5

ปล. Vivien Leigh ขวัญใจยายผมยังสวยเหมือนเดิมนะครับเรื่องเนี่ย ก่อนที่จะดูโทรม(แต่ยังสวย) ในเรื่อง A Streetcar Named Desire ต่อไป

What Happens in Vegas (2008) หนุ่มฟุ้ง สาวเฟี้ยว เปรี้ยวรักที่เวกัส

เรื่องนี้จะไม่ขอพูดมากนะครับ พอดีว่าใกล้จะเปิดเทอมแล้ว เลยยุ่งๆนิดหน่อย

เริ่มเรื่องที่ แจ๊ค ฟูลเลอร์ (Ashton Kutcher) หนุ่มที่ไม่ค่อยใส่ใจต่อหน้าที่การงาน เลยทำให้เขาถูกไล่ออก แจ๊คเลยไปเที่ยวที่ลาส เวกัส ที่ที่ขึ้นชื่อในเรื่องของการพนันหลากหลายรูปแบบ และการผ่อนคลายแบบสุดเหวี่ยง ผลก็คือทำให้เขาได้เจอกับสาวนาม จอย แมคแนลลี่ (Cameron Diaz) ที่ผิดหวังในความรักหลังจากคู่แต่งงานบอกเลิก จึงมาปลดปล่อยที่นี่ พร้อมทั้งแต่ละฝ่ายก็ยังพาเพื่อนมาด้วยกันอีก

แต่ด้วยความบังเอิญ ทำให้จอยและแจ๊คพบกันในห้องพักของโรงแรมแห่งหนึ่ง เพราะระบบของโรงแรมทำงานผิดพลาด หลังจากคลี่คลายเรื่องห้องพักสำเร็จ แจ๊คก็ชวนจอยไปสนุกกันด้วยการกินเหล้า และเล่นพนันอย่างอื่นๆกันในค่ำคืนนั้นจนลืมตัว พอตื่นมาในตอนเช้า กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้จดทะเบียนสมรสไปเรียบร้อยแล้ว ทั้งสองฝ่ายจึงรีบเตรียมหย่าทันที แต่พอยังไม่ได้ทำอะไร ก็กลับกลายเป็นว่าพวกเขาได้รับเงินจากการเล่นและได้แจ๊กพอตเป็นเงินจำนวนหลายล้าน(เหรียญสหรัฐฯ) โดยทั้งสองก็อ้างว่าเป็นเงินนั้นเป็นกรรมสิทธิ์ของตนเอง เนื่องจาก เป็นเหรียญของจอย แ่ต่แจ๊คเอาไปใส่และโยกจนได้แจ๊กพอต พอขึ้นศาล ทั้งศาลก็ให้ทั้งคู่เป็นคู่สามีภรรยาไปก่อน 6 เดือน จนกว่าจะพิสูจน์ให้เห็นได้ว่าพยายามประคับประคองชีวิตสมรสไปได้ตลอด งานนี้ทั้งสองจะทำได้สำเร็จหรือไม่ คงต้องไปดูกันเอาเอง

หนังไม่ได้มีอะไรมากครับ ดูเหมือนว่าจะขายดารากันอย่างเดียวและบทก็คงเดิมๆ และเดาๆได้อยู่แล้วสำหรับแนว โรแมนติก/คอเมดี้ แต่ผมกลับรู้สึกสนุกไปกับมัน ที่แม้จะดูหน้าตาไม่หน้าเอามาลงในช่วงซัมเมอร์ แต่ก็เป็นอีกเรื่องที่ผมประทับใจ (ต่อจากเรื่อง Iron Man) ด้วยมุกตลกและท่าทางที่ดูเอาูเพลินๆ และดาราที่ดูเหมือนว่าจะเป็นแค่จุดขาย แต่พอเอาเข้าจริงก็กลับเล่นได้ดีเหมือนกัน ดูเข้าขากันดีมากๆ ดูสนุกก็เพลินๆ น่ารักๆ ดีครับ

ประทับใจส่วนตัวครับ

4.5/5

ปล. สงสัยว่าทำไม 6 เดือนมันเร็วขนาดนั้น ถ้าหนังอยากจะถึงฉากจบเร็วๆ หนังก็น่าจะทำให้คนดูเชื่อถือหน่อยว่าูมันผ่าน 6 เดือนไปได้จริงๆแล้ว(ในหนัง) แต่พอดูแล้วกลับคิดว่าผ่านไปแค่ 1 เดือนเท่านั้นเอง ซึ่งดูแล้วทำใหรู้สึกแปลกๆ สะดุดอารมณ์ยังไงก็ไม่รู้

City Lights (1931)

ภาพยนตร์ตลกอีกเรืองของนักแสดงตลก(รวมทั้งผู้กำกับ)ผู้ยิ่งใหญ่ Charlie Chaplin (หรือ Charles Chaplin)

เรื่องของชายพเนจร (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ชื่อนี้ แต่คนมักเรียกว่า The Tramp หรือ คนพเนจร) ที่เดินไปเดินมาในเมืองไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดคนหนึ่ง (Virginia Cherrill) ที่ทำให้เขาหลงรัก ต่อมาด้วยความบังเอิญเขาก็ได้เป็นเพื่อนของเศรษฐีชายขี้เมาผู้หนึ่ง และหลังจากสืบจนได้ความว่าหญิงตาบอดผู้นี้มีฐานะยากจน+ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่า ทำให้เขาหาทางที่จะหาเงินมาโดยเร็วที่สุดมาให้ได้ แม้แต่การเก็บสิ่งปฏิกูลตามทาง การชกมวย หรือไปจนถึงการขโมย!

ตัวละครชายพเนจรของ Chaplin นั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเรียกเสียงฮาได้อย่างเดียว เพราะจิตใจของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความดี แม้จะเงอะงะ ทื่อๆหน่อยก็ตาม เขามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยหญิงตาบอด และช่วยเศรษฐีจากการฆ่าตัวตาย จากความปรารถนาดีของ”ชายพเนจร”คนนี้

“เพราะพรุ่งนี้นกยังส่งเสียงร้อง” ประโยคที่ชายพเนจรพูดกับเศรษฐี ที่หมายถึง แม้แต่นก ซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ทุกๆวันมันก็ยังส่งเสียงร้อง แม้ว่าชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็ยังส่งเสียงร้อง ไม่มีเรื่องของการฆ่าตัวตาย หรือท้อแท้ในชีวิต ต่างกับคนซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต”ชั้นสูง”ที่ถึงแม้จะมีสมองใหญ่กว่า แต่ก็กลับอยากจะฆ่าตัวตาย ไม่อยากอยู่ต่อสู้ชีวิต หลบหนีสังคม หนีปัญหาโดยวิธีการผิดๆ ฯลฯ มีปัญหามากมาย แต่สัตว์ที่เราเรียกว่า สัตว์ชั้น”ต่ำ” บางทีกลับยังมีสมองและความคิดมากกว่ามนุษย์เสียอีก สัตว์ชั้น”สูง”ยังชอบไปทำลายสัตว์ชั้น”ต่ำ”มากกว่าเลย เพราะฉะนั้น สัตว์ชั้น”สูง” บางทีก็น่าจะทำตัวและมีความคิดที่ดีๆหน่อยนะครับ อย่างเช่นการฆ่าตัวตาย เกิดมาในชีวิตหนึ่ง อย่าทำชีวิตสูญเปล่าไปกับการกระทำของเรา(หรือของคนอื่น)เพียงครั้งเดียว แต่ให้มองภาพกว้าง เปิดโลก เปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นอีกนิด มองการแก้ปัญหาต่อการกระทำของเรา การปรับปรุง แก้ไขในสิ่งต่างๆที่ผ่านมาแล้ว และคุณจะเห็นว่าโลกนี้มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ทำอีกมากมาย

ต้องยอมรับครับว่าสมัยนี้หาหนังเก่าดูได้ยากมาก โดยเฉพาะหนังเงียบ แต่ในที่สุดผมก็ได้ดูเรื่องนี้เป็นหนังเงียบเรื่องแรก และหนังของ Chaplin เรื่องแรกอีก เพราะหนังแฝงตลกมากับท่าทางและการกระทำของชายพเนจร และมีเรื่องให้ซึ้งๆในตอนท้ายอีก รับรองว่าหนังเงียบ แต่ไม่เงียบทางอารมณ์และความฮาแน่นอน ในตอนจบ แม้จะไม่มีเสียงหรือคำพูดในเยอะแยะ แต่ก็ซาบซึ้งกินใจในอารมณ์และความรู้สึกได้พอสมควรครับ

ในตอนแรกที่หนังเริ่มสร้างนั้น เป็นช่วงยุคการมาของหนังมีเสียงครับ (ช่วงปี 1930) แต่ Chaplin ก็ตัดสินใจที่จะสร้างเป็นหนังเงียบครับ และใช้ดนตรีมาช่วยในเรื่องของอารมณ์แทน

หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหนังเงียบนั้นก็มีดีกว่าหนังบางเรื่องที่ถึงแม้จะมีเสียงแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

5/5

Airplane! (1980) บินเลอะมั่วแหลก

Airplane! คือหนังล้อเลียน หรือหนัง Spoof รุ่นแรกๆ ที่ทำออกมาได้สนุกและตลก

ก่อนอื่น คุณต้องถามตัวเองว่า ชอบหนังที่ไม่คิดอะไรมากไหม และเคยดูหนังเรื่องที่เขาเอามาล้อรึเปล่า ถ้าคำตอบคือใช่ ผมก็แนะนำสำหรับเรื่องนี้ แต่โดยส่วนตัวผมชอบในระดับหนึ่ง ไม่ได้ชอบในระดับที่ถึงกับว่ามากนัก ก็เพราะว่าผมไม่เข้าใจมุกที่เล่นเกี่ยวกับดารา และท่าทางของดาราต่างๆ (คนรุ่นเก่าๆ ที่เคยดูหนังเยอะๆมากๆน่าจะรู้) แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่ฮาซะทีเดียวนะครับ เพราะว่า มันมีมุกเกี่ยวกับท่าทางที่ชวนตลกได้อยู่เหมือนกัน

โครงเรื่องของเรื่องนี้ทำออกมาเชิงๆจะล้อเลียนหนังหายนะทั้งหลายที่สร้างมาในยุคสมัยนั้นครับ เริ่มที่ในสนามบินแห่งหนึ่ง เท็ด สไตร์เกอร์ (Robert Hays) ออกตามหาแฟนสาวของเขาที่เป็นแอร์โฮสเตส จนถึงขนาดนั่งเครื่องบินตามไปด้วย ระหว่างทางก็เจอเหตุการณ์ต่างๆมากมาย ทั้ง การที่ผู้โดยสรรวมถึงผู้ควบคุม มีอาการแปลกๆ หลังจากกินอาหารเข้าไป จนทำให้ต้องหาคนมาคุมเรื่องบินโดยด่วน

สำหรับเรื่องนี้ผมคงไม่ว่าอะไรมากนะครับ ถ้าคุณเป็นนักดูหนังในช่วง 60-70 และรู้จักบุคลิกท่าทางของดารานักแสดงอยู่บ้างก็น่า่จะเข้าใจและตลกไปกับมันได้ครับ ส่วนคนที่เกิดไม่ทันและไม่รู้จักอะไรใครเลย ก็น่าจะดูเพลินๆไม่คิดมากอะไรไปกับหนังไม่เหมือนกัน

3.5/5

The Princess Bride (1987) เจ้าหญิงมงกุฎทอง

หนังที่สร้างจากนิยายแฟนตาซีของ William Goldman ซึ่งตัวเขาเองก็เขียนบทหนังในเรื่องนี้เองด้วย

ท้องเรื่องของเรื่องนี้ก็ตามหนังแฟนตาซีธรรมดาทั่วไปนะครับเพียงแต่ในตอนแรกจะดูรวบรัดไปหน่อย เรื่องเริ่มขึ้นเมื่อ เวสต์ลีย์ (Cary Elwes) เด็กหนุ่มชาวไร่ ที่รักกับ บัตเตอร์คัพ (Robin Wright) แต่เวสต์ลีย์ต้องจากนางไปเพราะโดนโจรสลัดเอ็ดเวิร์ดจับตัวไประหว่างทางที่จะไปทำงานที่อีกเกาะหนึ่ง เพื่อที่จะหาเงินมาสู่ขอบัตเตอร์คัพ และระหว่างนั้นบัตเตอร์คัพที่คิดว่าคู่รักตนเองจากไปแล้วก็โดนบังคับให้แต่งงานกับเจ้าชายฮัมเปอร์ดิงซ์ (Chris Sarandon) แต่ก่อนการอภิเษกสมรส เจ้าหญิงได้ถูกจับตัวไป และในระหว่างทางก็ได้เจอกับสิ่งต่างๆมากมายเช่น ยักษ์ ดินแดนประหลาด สัตว์ประหลาด แม่มด สิ่งวิเศษ และการต่อสู้ต่างๆมากมาย

การดำเนินในช่วงแรกออกจะน่าเบื่อหน่อยนะครับ ถ้าใครได้ดูหนังแฟนตาซี Plot เดิมๆเรื่องอื่นๆมาแล้ว ช่วงกลางก็พอมันส์ได้เรื่อยๆบ้างนะครับ ออกจะมีมุกตลกแทรกออกมาเป็นระยะๆให้ขำกัน แต่ช่วงหลังเรื่องเริ่มเละเทะหน่อย เมื่อหนังเริ่มอัดมุกตลกเข้ามาเยอะและทำให้เริ่มเบื่อ แต่บางฉากก็เรียกเสียงตลกได้จากกริยาและท่าทางของตัวละครได้เหมือนกัน ช่องโหว่เรื่องความสมจริงและปาฏิหาริย์มากมายเริ่มโผล่ออกมาจากหนัง ทำให้หนังไม่ค่อยดูดีเท่าไหร่ีเมื่อเทียบกับหนังแฟนตาซีทั่วไป แถมความบังเอิญมากมายก็อัดเข้ามาอีก เมื่อความไม่ฉลาดตัวละครทำให้หนังเริ่มดูแย่ลงกว่าที่ควรจะเป็น และดนตรีก็เข้ามาผิดจังหวะเกินไป บางช่วงอยากมาก็มา เหมือนพยายามจะบังคับจังหวะอารมณ์ของหนัง แต่ใส่เข้ามาผิดจังหวะทำให้แย่ลงไปอีก ทำให้หนังช่วยได้แค่ในเรื่องของฉากแอ็คชั่น และฉากตลก (ที่ใส่เข้ามาขัดกับหนัง) แต่ก็ยังดีที่ได้ฉากแอ็กชั่นมาแก้ขัดไปได้บ้าง

ในตอนหลังหนังเรื่องนี้ก็ถูกนำไปเทียบกับเรื่อง Stardust หลังจากทำเงินไปได้น้อยในอเมริกา เพราะเป็นหนังที่สร้างจากนิยายเหมือนกัน และทำรายได้ไม่ค่อยเยอะไปเหมือนกัน แต่ถ้าให้ผมเทียบโดยรวม ผมคิดว่าเรื่อง Stardust ยังออกมาดูดีกว่าเรื่องนี้ เพราะเรื่องหลังนั้นมีความตื่นเต้นมากกว่า มีฉากแฟนตาซี ความสมจริง(?)มากกว่า โดยที่เน้นไปในทางตื่นเต้น ผจญภัย มากกว่าที่จะเป็นหนังตลก (ถึงจะมีฉากตลกแต่ก็มีแทรกเข้ามาได้อย่างไม่น่าเกลียด) ซึ่งไม่เหมือนที่เรื่องนี้ที่ออกมายังดูชอบกลๆ

เอาเป็นว่าอย่าคาดหวังอะไรมากเหมือนคะแนนวิจารณ์จากบางเว็บ ปล่อยใจดูว่าไม่เคยดูหนังแฟนตาซีเรื่องอื่นมาก่อน และโปรด”อย่า”คาดหวังกับความสมจริงนัก

3.5/5

It’s a Wonderful Life (1946)

แนวชีวิต โรแมนติค

เรื่องราวของจอร์จ แบลีย์ (James Stewart) ชายผู้มีจิตใจดีงามคนหนึ่งแต่เมื่อพบกับปัญหาชีวิตก็คิดจะหาทางออกโดยการฆ่าตัวตาย จนสวรรค์ต้องส่งเทวดาลงมาช่วยเขาเพื่อให้เขาเห็นคุณค่าของชีวิต และมีชีวิตอยู่ต่อไป

หนังเล่าเรื่องโดยเริ่มที่เมืองเบลฟอร์ด ฟอลเมืองที่จอร์จอาศัยอยู่ โดยเล่าเรื่องผ่านมุมมองของเทวดา (ซึ่งในที่นี้ในหนังได้ใช้ดาวแทนคนที่มีปีกจริงๆ) เกี่ยวกับชีวิตของจอร์จตั้งแต่เด็กๆ ว่าเป็นคนดี เช่นเรื่องช่วยน้องตัวเองไม่ให้จมน้ำจนตัวเองต้องเสียหูไปข้างหนึ่ง ไม่ยอมเอายาที่นายจ้างให้ส่งไปส่ง เพราะว่าเจ้านายหยิบผิดเป็นยาพิษ ส่วนพ่อก็เป็นเจ้าของบริษัทที่รับกู้ยืมเงินให้กับคนต่างๆ จนทำให้ตัวจอร์จเองไม่ได้เรียนมหาวิทยาลัย แต่กลับกลายเป็นต้องส่งเสียน้องชายแทน โดยความฝันของเขาก็คืออกไปจากเมืองนี้และออกไปผจญภัยกับโลกภายนอก แต่ก่อนที่เขาจะได้ทำตามความฝันของเขา พ่อของเขาก็ตายเสียก่อน จึงทำให้เขาต้องรีบเข้ามาบริหารทันทีเพื่อที่จะไม่ให้ มิสเตอร์ พอตเตอร์ (Lionel Barrymore) คนรวยแต่ใจแคบที่หวังจะฮุบทุกๆอย่างในเมือง ต่อมาเขาก็ได้แต่งงานกับหญิงที่เขารู้จักตั้งแต่เด็กนั่นก็คือ มารี (Donna Reed) และมีลูกมากมายกับครอบครัวที่มีความสุข

หลังจากแต่งงานเขาก็พบกับปัญหาหนักซึ่งเกิดจากความสะเพร่าของลุงที่ทำเงินหายก้อนโต และทำให้ธุรกิจล้มละลายแถมติดคุก จอร์จจึงตกอยู่ในสภาวะทุกข์ใจ กินเหล้าเมามาย จนคิดฆ่าตัวตายบนสะพาน พอดีได้เทวดาที่ถูกส่งลงมาช่วยไว้ (หรือเขาช่วยไว้ ?) และเมื่อจอร์จบ่นออกมาว่า “ไม่อยากเกิดมาบนโลกนี้” เทวดาจึงทำให้เขากลายเป็นคนที่ไม่มีตัวตน ไม่มีใครรู้จัก อีกต่อไป และเขาก็ได้พบว่าทุกอย่างนั้นเปลี่ยนไปเมืองโดนมิสเตอร์พอตเตอร์คือกลายเป็นเมืองที่เต็มไปด้วยแหล่งบันเทิงต่างๆ และเขาก็ได้ตระหนักว่าชีวิตที่แสนมหัศจรรย์นั้นก็คือการที่คนอาศัยเกื้อกูลกัน มีความสัมพันธ์ รักกัน ช่วยเหลือในยามทุกข์ยากต่างหาก

เป็นหนังที่ดูได้ทุกเวลาโดยเฉพาะในเวลาคริสต์มาสนะครับ เหมาะสำหรับทุกๆครอบครัวเลยครับ หนังแนะนำโดยผมเลยล่ะ ตอนจบก็เป็นตอนจบที่จบได้ประทับใจมาก

4.5/5

Love Actually (2003) ทุกหัวใจมีรัก

หนังที่จับความรักของหลายๆคู่มาอย่างเช่น ความรักแบบพ่อเลี้ยง-ลูก, สามี-ภรรยา, เจ้านาย-ลูกน้อง, เพื่อน-เฟนเพื่อน, สาวใช้-คนเขียนหนังสือ ฯลฯ อะไรประมาณนี้ครับ

หนังเล่าเรื่องได้ดีครับ ถึงแม้จะมีตั้งหลายคู่ แต่ก็โยงเรื่องราวได้ดี มีมุขฮาๆมาแทรก ความโรแมนติกกินใจ ซึ้งๆ น่ารักๆ แง่คิดและข้อคิดดีๆ (ความไม่เชื่อใจของบางคู่รัก การที่บอกว่าเรารักเขาไปเมื่อสาย ฯลฯ) หลายๆคู่ ดูแล้วสบายใจ เมื่อ ดาราดังๆมาอยู่ในหนังเรื่องเดียวกัน กับเพลงเพราะๆ เหมาะสำหรับช่วงที่ใกล้จะถึงคริสต์มาสพอดีด้วยครับ กับนักเขียนบทหนังโรแมนติค/ตลกอย่าง Richard Curtis ที่เรื่องนี้เขาผันตัวมาเป็นผู้กำกับหนังเองบ้าง ซึ่งก็ทำได้ดีในแง่ของการผูกเรื่อง การสอดแทรกตัวละครที่ทำให้เรื่องมีสีสันมากขึ้น

แต่มันยังดูเหมือนอะไรบางอย่างขาดๆหายไปนะครับ อีกนิดๆเดียวก็จะถึงจุดที่สุด ประมาณว่าเรายังไม่ค่อยมีอารมณ์ร่วมเท่าไหร่ บางคู่ก็ดูหละหลวมไปนิดหนึง แตหนัง่ทำออกมาได้ในระดับนี้ก็ถือว่าดีมากแล้วล่ะครับ แนะนำสำหรับคนอยากเก็บแง่คิดเกี่ยวกับความรัก ในเรื่องนี้คุณจะได้ไปพอสมควรอยู่เหมือนกัน

“ความรักอยู่รอบตัวเรา” อันนี้เป็นวลีที่ดีมากๆครับ วันใดวันหนึ่งเมื่อเราเห็นว่าไม่มีใคร แต่จริงๆแล้วมีใครที่เคยรักเรา ห่วงใยเราอยู่เสมอมา ไม่ว่าจะเป็นพ่อ-แม่ แฟน ลูก แฟนคลับ เพื่อนห่างๆ หรือผู้คนอื่นๆ ซึ่งบางทีเรื่องเหล่านี้ก็สามารถทำให้ผู้คนมีความหวัง และสามารถเผชิญหน้ากับสิ่งเลวร้ายต่างๆได้ครับ

4.5/5