Iron Man (2008) มหาประลัย คน เกราะ เหล็ก

หนัง Superhero อีกเรื่องที่สร้างจากการ์ตูนของ Marvel ที่คราวนี้ขอเป็นสตูดิโอทำหนังเอง ก่อนที่โปรเจกต์จะถูกย้ายค่ายมาหลายค่าย

งานนี้ก็ได้ผู้กำกับหนังแฟนตาซีอย่าง Jon Favreau ที่เคยผ่านการกำกับมาแต่หนังครอบครัวอย่าง Elf (2003) และ Zathura (2005) ซึ่งเขาก็ได้มากำกับหนังเรื่องนี้ได้ดีพอสมควร

เรื่องของ โทนี่ สตาร์ค (Robert Downey Jr.) หนุ่มเพลย์บอลเจ้าของกิจการบริษัทที่ผลิตอาวุธให้กับทางรัฐบาล เมื่อเขาไปนำเสนองานจรวดใหม่ในตะวันออกกลางเขาก็กลับเป็นผู้โดนถล่มจากคนแถวนั้นซะเอง แถมยังโดนบังคับว่าให้สร้างและประกอบจรวดขึ้นมาอีก แต่พอ สตาร์คไม่ยอม เขาจึงสร้างเกราะและชุดเหล็กติดอาวุธเพื่อหลบหนีเสียเอง

จริงๆมีคนมาเสนอตัวมาเล่นเป็น สตาร์ค เยอะนะครับ อย่า่งเช่น Nicolas Cage หรือแม้แต่ Tom Cruise เอง แต่เมื่อโปรเจกต์ยืดเยื้อมาก และผู้กำกับก็ปฏิเสธ กลับนำเอา Robert Downey Jr. มาแทน สาเหตุหนึ่งก็เพราะว่า Robert นั้นเคยเสพโคเคน และเข้ารับการบำบัดในชีวิตจริงมาแล้ว โดยในการ์ตูน สตาร์คก็เป็นคนติดเหล้าและเคยตกต่ำที่สุดในชีวิตมาแล้วเช่นกัน

ดูรวมๆแล้ว หนังเรื่องนี้น่าจะเหมาะกับกลุ่มวัยรุ่นเป็นพิเศษ เนื่องด้วยมีดนตรีประกอบจังหวะแรงๆมาเป็นดนตรีประกอบเกือบทั้งเรื่อง และด้วยความมันส์สะใจที่มีอยู่ในตัว และถึงแม้ Plot เรื่องจะออกแนวธรรมดาเหมือนหนัง Superhero ทั่วๆไปบ้าง แต่ก็สร้างความมันส์และระทึกได้อย่างดีในฉากท้ายๆเรื่องครับ

สรุปคือ ประทับใจครับ ไม่เวอร์ไป หรือน้อยไป กลางๆดี

3.5/5

ปล. จบหนังแล้วอย่าเพิ่งลุกออก เพราะมีฉากเล็กๆน้อยๆหลังหนังจบด้วย แล้วใครที่เคยอ่านการ์ตูนของ Marvel น่าจะชอบใจเป็นพิเศษ

Cube (1997) 4 ซ้อน 4 หนีกับมรณะ

หนังดีๆที่ไม่อยากเชื่อว่าไม่ใช่หนังของ Hollywood แต่เป็นของหนังของแคนาดา

ขึ้นเรื่องมาหนังก็เริ่มต้นที่ในลูกบาศก์เลย เมื่อคน 6 คน ถูกจับไปในลูกบาศก์อันหนึ่ง โดยแต่ละคนก็มีอาชีพแตกต่างกันไป คือ ตำรวจ คุณหมอ ผู้ใหญ่ออทิสติก นักโทษ เด็กนักเรียน และคนรับออกแบบงานก่อสร้าง และพวกเขาก็ไม่รู้ว่าทำไมพวกเขาถึงถูกจับเข้ามา ใครคือคนสร้างมัน สร้างเพื่อจุดประสงค์อะไร แต่พวกเขารู้อย่างเดียวว่าพวกเขาต้องหาทางออกจากที่ลูกบาศก์ลูกนี้ให้ได้

แต่ท่ามกลางความหวาดกลัว และความหวังที่จะหาทางออกให้พบนั้น แต่ละคนก็เริ่มเผยธาตุแทสัญชาตญาณดิบในตัวเองออกมา พร้อมกับในแต่ละห้องก็จะมีกับดักฆ่าคนรออยู่ด้วย

ตัวหนังใช้สถานที่ง่ายๆครับ แค่ห้องสี่เหลี่ยมทั้งเรื่อง และแต่ละห้องก็จะมีประตูต่อไปอีกๆเรื่อยดูท่าว่าจะไม่มีที่สิ้นสุด และใช้ความรู้ของแต่ละคนมาช่วยนิดหน่อย ก็ถือว่าภาพรวมออกมาดีครับ ตัวหนังไม่มีอะไร แต่มันทำออกมากดดันนะ เปิดห้องแล้วก็ไม่รู้ว่าห้องต่อไปจะมีอะไร กับดักรึเปล่า แต่พอไม่มีอะไรก็โล่งงงง..อก ตัวหนังก็ไม่ได้ยาวมาก พอดีๆ ไม่เบื่อ ได้ทั้งอารมณ์แหวะๆ ไซ-ไฟ สืบสวน ระแวง ตื่นเต้น ระทึกขวัญ การดำเนินเรื่องก็ไปได้เรื่อยๆเหมาะสมกับเวลาดี

4/5

The Thing (1982) ไอ้ตัวเขมือบโลก

หนังสยองขวัญ/เขย่าขวัญจากผู้กำกับหนังระดับคลาสสิค John Carpenter

เมื่อเหล่านักวิทยาศาสตร์ 12 คน ที่อาศัยอยู่ ณ ศูนย์วิจัยวิทยาศาสตร์ แถบแอนตาร์กติก ขั้วโลกใต้อันหนาวเหน็บและห่างไกลผู้คน ในวันธรรมดาที่ดูเหมือนวันทั่วๆไปอีกวันหนึ่ง พวกเขาก็บังเอิญเจอเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์ผ่านหน้าสถานีมาโดยกำลังไล่ยิงสุนัขตัวหนึ่งอย่างเอาเป็นเอาตาย ทำให้เหล่านักวิทยาศาสตร์เริ่มสงสัยว่ามีเรื่องอะไรกันแน่ และเมื่อพบว่าเฮลิคอปเตอร์ของชาวนอร์เวย์นั้นอยู่ไกลออกไป แม็คครีดี้ี้ (Kurt Russell) คนขับเฮลิคอปเตอร์จึงออกตรวจสอบที่ที่ชาวนอร์เวย์ผู้นั้นอาศัยอยู่ แต่ก็พบเรื่องประหลาดมากมาย ทั้งศพที่อยู่ในสภาพถูกไฟ้ไหม้ และเหนอะแหนะ แม็คครีดี้จึงนำกลับมาตรวจสอบด้วย ภายในสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้พวกเขาถูกตัดขาดจากโลกภายนอกอย่างสิ้นเชิง โดยพวกเขาไม่รู้เลยว่าจะเจอกับความหวาดกลัวโดยการมาของ “สิ่งน้ั้น”

ในช่วงแรก หนังเอื่อยมากครับ เราอาจจะไม่เข้าใจบางอย่าง จนกระทั่งการค้นพบเจ้า “สิ่งนั้น” ความน่ากลัวและสยดสยองก็เริ่มตามมา บวกด้วยจังหวะดนตรีที่ตื่นเต้นพอควร และบรรยากาศปิดตายจากโลกภายนอก ท่ามกลางความไม่ไว้ใจของกันและกัน ว่าใครจะเป็น”สิ่งนั้น” บ้าง ก็ทำให้ตื่นเต้นเข้าไปอีก

คอหนังแนวตื่นเต้น แหวะๆ น่าจะชอบเป็นพิเศษนะครับ

4.5/5

The Mist (2007) มฤตยูหมอกกินมนุษย์

“ความกลัวคือสิ่งที่ทำให้มนุษย์แตกแยก”

หากจะบอกว่าคำพูดข้างต้นนี้มีทั้งจริงและไม่จริงคือ

- ความกลัวเป็นสิ่งที่นำไปสู่ความไม่ไว้วางใจ ขาดสติ และเริ่มสงสัยคนใกล้ชิด เริ่มเชื่อ คล้อยตามกลุ่มคนบางพวก ไม่ได้ใช้เหตุผลจริงๆในการคิด อาจทำให้เกิดเหตุร้ายแรงขึ้นไ้ด้ ฯลฯ

- แต่ความกลัว อาจทำให้คนอีกคนรู้ตัวทันก่อนที่จะเกิดเหตุการณ์เลวร้าย ทำให้คนหลงละเมอรู้สึกตัว ฯลฯ

และในหนังเรื่องนี้ก็แสดงให้เห็นถึงความกลัวทั้งสองอย่างเช่นกัน

The Mist คือหนังที่สร้างจากเรื่องสั้นของ Stephen King จากหนังสือรวมเรื่องสั้น Skeleton Crew เรื่องของเมืองๆหนึ่งซึ่งหลังจากมีพายุมาถล่มเมืองจนทำให้ เดวิด เดรย์ตัน (Thomas Jane) นักจิตรกรวาดรูปโปสเตอร์หนังต้องออกมาซื้อของกับลูก เพื่อตุนเสบียงอาหารไว้ แต่และแล้วหลังจากนั้นไม่นาน ก็มีกลุ่มหมอกควันหนากลุ่มหนึ่งคืบคลานมาในเมือง และซุปเปอร์มาร์เกตที่คนหลายคนซื้อของอยู่รวมทั้งเดวิดด้วย

หลังจากมีคนๆหนึ่งรีบวิ่งเข้ามาในซุปเปอร์มาร์เกต พร้อมกับการบาดเจ็บ และบอกว่ามีสัตว์ประหลาดอยู่ข้างนอกนั่น ประกอบกับการตายของคนที่อยู่ในร้านหลังจากออกไป นั่นทำให้คนหลายๆคนเริ่มกลัว และเริ่มคิดว่าที่ๆพวกเขาอยู่นั้นเริ่มไม่ปลอดภัยซะแล้ว

แต่แล้วก็มีหญิงคลั่งศาสนาที่นำแสดงโดย Marcia Gay Harden ลุกขึ้นมาและพูดว่านี่คือประสงค์ของพระเจ้า การที่เราไปทำผิดไว้เยอะ และพระเจ้าก็เลยต้องการ”เลือด” ฯลฯ เพราะความกลัว ทำให้กลุ่มคนที่ตอนแรกไม่ค่อยเชื่อนัก เริ่มหลงสติคิดเห็นตามเธอไปด้วย และเริ่มต่อต้านกลุ่มคนที่อยู่ข้างเดียวกับพระเอก โดยการสังเวย “เลือด”

Frank Darabont ก็ยังเล่นเรื่องเกี่ยวกับศาสนาคริสต์อีกแหละครับ (หรือ Stephen King หว่า?) เหมือนเรื่องที่เขาเคยกำกับ The Green Mile (1999) กับ The Shawshank Redemption (1994) หลังจากหนังเรื่องนี้เป็นหนังสยองขวัญเรื่องแรกที่เขาหยิบนิยายของ Stephen King มาทำ พัฒนาการผมว่ายังกลางๆมากสำหรับเขา แต่สำหรับหนังสยองขวัญ(ปนดราม่า)เรื่องนี้ ถือว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีเลยทีเดียว

สัตว์ประหลาดที่อยู่ภายนอกซุปเปอร์มาร์เกตนั้นอาจจะไม่ใช่ใครแต่เป็น “ตัวเรา”เอง การอยู่ร่วมกันของคนกลุ่มๆหนึ่งที่มาจากพื้นฐานต่างกัน พื้นเพ ประเพณี ความเชื่อ ที่ต่างกัน แถมอยู่ร่วมกันเพราะ “ความกลัว” อีก อาจทำให้คนเราขาดสติ พร้อมที่จะทำทุกอย่างแม้แต่การฆ่าคน และเริ่มอ้างความผิดว่าเป็นประสงค์ของ “พระผู้เป็นเจ้า” ทำให้คนเริ่มแตกออกเป็น 2 กลุ่มโดยสิ้นเชิง ถึงแม้ “พระผู้เป็นเจ้า”จะไม่ได้ช่วยอะไรพวกเขาเลย และดูเหมือน “พระผู้เป็นเจ้า” อยากจะฆ่าคนเสียเหลือเกิน??

ส่วนตอนจบที่คนว่ากันไว้เยอะนั้น ผมชอบครับ แม้มันจะให้ความรู้สึกที่ยังไม่จบ แต่การตัดสินใจตอนนั้น เวลานั้น ช่วงนั้น ถ้าเป็นผมคิด ผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะทำอย่างไร

4/5 ครับ

Blade Runner : The Final Cut (2007) เบลด รันเนอร์: เดอะ ไฟนอล คัท

แนว ไซไฟ แอ๊คชั่น

ขอรีวิวของเวอร์ชั่นนี้โดยเฉพาะนะครับ (จริงๆหลักๆแล้วมี 4 เวอร์ชั่น) เพราะว่าเวอร์ชั่นนี้มีฉากถูกตัดออกไป(เมื่อเทียบกับเวอร์ชั่นดั้งเดิม)เยอะครับ และผู้กำกับก็บอกว่า นี่เป็นเวอร์ชั่นที่เขาพอใจมากที่สุด โดยในภาคนี้ มีการบูรณะทั้งภาพ เสียง รวมถึงการตัดฉากบางฉาก และเสียงบรรยายออกไป

หนังสร้างจากเค้าโครงเดิม (ขอย้ำก่อนว่าแค่เค้าโครง เพราะในหนังเปลี่ยนแปลงไปเยอะเลยทีเดียว) ของนิยาย “Do Androids Dream of Electric Sheep?” (หรือในชื่อไทยว่า “หุ่นสังหาร”) เขียนโดย Philip K. Dick เจ้าพ่อนิยายวิทยาศาสตร์

ในหนังเวอร์ชั่นนี้เล่าถึงโลกในลอสแองเจลิส ในปี 2019 เมื่อโลกมนุษย์มีปัญหามากขึ้นทั้งการขยายตัวของประชากร มลพิษทางอากาศ หลังสงครามโลกครั้งที่ 3 และมีบริษัทหุ่น ไทแรล คอร์ปอเรชั่น ผลิตมนุษย์เทียม ขึ้นมา จึงต้องมีหน่วยตำรวจมีหน้าที่คอยตามล่าหุ่นที่เรียกว่า เบลดรันเนอร์ ขึ้นมา

เมื่อวันหนึ่งมีมนุษย์เทียมหนีมายังโลก ริค เดกการ์ด (Harrison Ford) อดีตเบลดรันเนอร์จึงถูกเรียกตัวมาทำงานอีกครั้ง ให้ตามล่าพวกมนุษย์เทียมทั้ง 4 ตัว ซึ่งมีหัวหน้าคือ รอย เบตตี้ (Rutger Hauer) และหนึ่งในผู้ต้องสงสัยก็คือ เรเชล (Sean Young) หญิงผู้ไม่มั่นใจในตัวเองว่าเป็นคน หรือเป็นมนุษย์เทียม และแอบมีความสัมพันธ์บางอย่างที่เชื่อมโยงกับเดกการ์ดอีกด้วย

หลังจากการตัดคำพูดน่าเบื่อออกไป และ ตัดฉากบางฉากออกไป ก็ทำให้มีทั้งส่วนดีและส่วนเสีย ส่วนดีก็คือ มีการบูรณะภาพ ทำให้สีสันในเมืองสดใสขึ้น มีการถ่ายซ่อมต่างๆ เพื่อความสมจริงในหนัง และอื่นๆเมื่อเปรียบเทียบกับในหนังเวอร์ชั่นอื่นอีก ส่วนเสียก็คือ การที่ตัดฉากบางฉากออกไป ซึ่งบางฉากก็ทำให้คนดูอาจจะเข้าใจได้มากขึ้น

ส่วนที่ต้องชมคือ การสร้างฉากในโลกอนาคต และแนวคิดเกี่ยวกับความหมายของการเป็นมนุษย์ การแยกมนุษย์เทียมออกจากคน และ ความเชื่อใจกันและกัน โดยรวมตัวหนังทำออกมาได้ดีครับ พอดูจบแล้วคุณอาจนำความคิดในหนังมาคิดต่อได้อีกนะครับ

สองดาวครึ่งครับ 1/2

ปล. ฉากยูนิคอร์นที่โผล่มานิดหนึง คล้ายกับแนวคิดในเรื่อง Brazil (1984) คือการฝันจินตนาการถึงสถานที่ที่อยู่นอกเมืองออกไป สิ่งที่เขาไม่มีวันได้เห็น

War of the Worlds (2005) อภิมหาสงครามล้างโลก

แนว ไซไฟ ผจญภัย ระทึกขวัญ

สร้างจากนิยายไซไฟสุดดังของ H.G. Wells ที่เคยนำไปสร้างเป็นหนังไปแล้วทีหนึงในปี 1953

เรื่องของชายหนุ่ม เรย์ เฟอริเออร์ (Tom Cruise) ที่เลิกกับแฟนแล้ว และต้องมีเวรรับเลี้ยงลูกในสุดสัปดาห์พอดี ซึ่งเขาก็มีปัญหากับลูกสองคนนี้อย่างเห็นได้ชัด แต่พอหลังจากนั้นไม่นานก็มีเหตุการณ์แปลกประหลาดเกิดขึ้น และมีสิ่งจากต่างดาวมาบุกโลกครับ ซึ่งเรย์ ก็ต้องเอาชีวิตรอดจากเหตุการณ์นี้ให้ได้โดยต้องปกป้องลูกอีก 2 คนด้วย

หนังพยายามจะเอาประเด็นของครอบครัวเข้าไปนะครับ ซึ่งก็ช่วยทำให้หนังพอดูได้ขึ้นมาในอีกระดับหนึ่ง แต่โดยรวมแล้วถ้าไม่นับฉากแอ๊คชั่นและประเด็นของครอบครัว ก็จะดูเหมือนหนังโหวงเหวงไม่มีอะไรเลยจริงๆ การแสดงก็แบบ เอ่อ พี่ทอมครับ ผมว่าพี่แกเขาเล่นแปลกๆนะครับ คือเล่นดีก็เล่นดีบ้างนะครับ แต่มันไม่เหมาะเลย ที่จะเป็นพ่อเนี่ย โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับร็อบบี้ด้วยแล้ว ส่วนวิวัฒนาการของตัวละครนั้นก็ไม่มีให้เห็นเด่นชัดครับ ช่วงแรกๆเหมือนเอื่อยๆนะครับ แต่พอผ่านไปสักพักก็เริ่มตื่นเต้นแล้วล่ะครับ และตอนจบก็ดูเหมือนเอ่อ มันแผ่วเลยล่ะครับ ตรงนี้บทยังถือว่าอ่อนอยู่ ส่วนที่ต้องชมจริงๆคือฉากการเอาชีวิตรอดครับ ดูระทึกดีจริงๆ เป็นอันว่าดูพอเอาได้ล่ะครับ อย่าคิดมาก เอาฉากความตื่นเต้นในช่วงกลางๆเรื่องเป็นพอ

เกือบๆสองดาวครึ่งครับ 1/2

You Only Live Twice (1967) จอมมหากาฬ 007

แนว แอ๊คชั่น สืบสวน

ผ่านมาหลายภาคแล้วนะครับ สำหรับภาคนี้ เจมส์ บอนด์ของเรา (Sean Connery) ก็ขอกลับมาเล่นเป็นภาคสุดท้ายครับ เพราะว่ามีคนติดภาพลักษณ์เขาเป็น เจมส์ บอนด์ กันไปหมดแล้ว ใครเห็นใครๆก็ทักว่าบอนด์ๆ ก็เลยขอถอนตัวครับ (เดี๋ยวเขาก็กลับมาอีกเพราะทางหนังหาคนแทนไม่ได้) และก็รวมถึงผมด้วยซึ่งต้องขอดูภาคนี้ที่ Sean Connery เล่นเป็นภาคสุดท้ายครับ เพราะว่าขี้เกียจครับ ตั้ง 20 กว่าภาคแนะ ขอไปดูภาคล่าสุดเมื่อปีที่แล้วก่อนครับ แล้วคงจะหันไปดูหนังเรื่องอื่นนอกจากชุดบอนด์บ้าง

เรื่องนี้ก็เกี่ยวกับองค์การ SPECTRE เหมือนเดิมครับที่แอบส่งจรวดไปเก็บยานอวกาศของอเมริกาและรัสเซีย ให้อเมริกากับรัสเซียทะเลาะกันเล่นๆ และจะได้เป็นข้ออ้างในการก่อสงครามขึ้น ส่วนทางฝ่ายอังกฤษไม่เชื่อครับ เพราะว่าเครื่องมันลงที่ญี่ปุ่นครับ ก็เลยส่งป๋าบอนด์ของเราไปสืบถึงญี่ปุ่นเลยเชียว

จุดเด่นก็เห็นจะเป็นตัวหัวหน้าชื่อยาวอ่านยากเอิร์นส์ สตาโฟร โบลเฟลด์ (Donald Pleasence) จอมลูบแมวเองแหละครับ เพราะภาคนี้จะได้เห็นโฉมหน้ากันซะที (ที่จริงก็ออกมาแว้บเดียวเองแหละ) และก็สาวญี่ปุ่นที่ผมเห็นทุกคนเป็นนางเอกหมดเพราะมันใช้ผู้หญิงเปลืองมาตั้งแต่ 2 ภาคที่แล้วนั่นแล

ผมชอบหนังเรื่องนี้นะครับ เพราะว่าของทัศนียภาพของญี่ปุ่นอ่ะไม่รุเป็นอะไร สาวสวยก็หน้าตาตี่หวานหยดย้อยได้ใจ ส่วนใครที่คุ้นๆกับชื่อคนเขียนบทก็คือ Roald Dahl ไม่ต้องตกใจครับ คนเดียวกับที่เขียนโรงงานช็อกโกแลตนั่นแหละ เพราะว่าตอนนั้นเขาต้องการเงินมากๆครับ เนื่องจาก Patricia Neal ภรรยาดาราคนดังของเขาเป็นโรคเส้นเลือดในสมองอุดตัน และทางผู้อำนวยการสร้างตัดสินใจที่จะไม่สร้างตามหนังสือของเอียนทั้งหมดครับ และบางครั้งโรลล์สรอยส์คันใหญ่พร้อมคนขับก็จะมาแวะที่ประตูรั้วเพื่อรับต้นฉบับล่าสุด!พร้อมกันนั้นโรอัลด์ยังร่วมทีมไปกับนักแสดงและทีมงานเมื่อพวกเขาบินไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่นอีกด้วย (เป็นไงแหละ น่าอิจฉาจัง)

และก็ตามคาดครับ หนังเรื่องนี้ทำเงินถล่มทลาย คือทุนสร้าง 10 ล้านดอลลาร์ และกวาดเงินที่ Box Office ไปได้กว่าสิบเท่าของทุนสร้างเลยทีเดียว จนต้องทำให้มีภาคต่ออีก (ตามเคย) ส่วนภาคนี้ ตัว ผกก. ก็เปลี่ยนคนเป็นคนใหม่ครับคือ Lewis Gilbert คนเดียวกับคนที่กำกับหนังอย่าง Alfie (1966) อีกด้วย

แถมท้ายให้ครับว่าภาคนี้เป็นนิยายเล่มสุดท้ายของ Ian Fleming ที่ตีพิมพ์ออกมาด้วยในปี 1964 และเขาก็เสียชีวิตในปีเดียวกันนั้นด้วย และภาคนี้เขาก็ไม่ได้ให้เครดิต Ian Fleming ในฐานะนิยายต้นฉบับเป็นภาคแรกตั้งแต่ 4 ภาคที่ผ่านมาด้วยครับ

4/5