ขอปิด Blog อย่างเป็นทางการครับ

หลังจากลังเลมานานพอสมควรว่าจะเขียนรีวิวต่อไปใน Blog นี้ดีหรือไม่ เนื่องจากผมปัจจุบันผมปรับเปลี่ยนเกณฑ์การให้คะแนนหนังจากอดีตตอนเขียน Blog นี้มาพอสมควร ก็ได้ข้อสรุปว่าปิด Blog ดีกว่า แต่ถ้ามีข่าวคืบหน้าหรืออะไรอาจจะมาพิมพ์เพิ่มเติมในโพสต์นี้ครับ ยังไงก็ขอเก็บ Blog นี้ไว้เป็นความทรงจำแล้วกันครับ ^_^

Palace of the Damned


(UK Hardback Cover)

***ลองเขียนเป็นภาษาอังกฤษ***

Genres: Adventure, Thriller

(Spoiler Alert! if you haven’t read ‘Birth of a Killer’ and ‘Ocean of Blood’ before )

Palace of the Damned is the book in ‘The Saga of Larten Crepsley’ series. The story begins after the end of book two (Ocean of Blood). Larten Crepsley decides to take orphan and move to Paris. There, he met his lover, his life seems so happy and perfect. However, he ran across of his old friend and his life never be the same….

I like this book more than the second one (‘Ocean of Blood’). Its story is more exciting and compelling but I must confess I still stuck with timeline and the way the writer tell. It’s slow and kind of bored. Moreover, Because this series all about Larten Crepsley which we all know him from ‘Darren Shan’ series, so this story will tell about the past of his story. The writer must have a interesting story to tell but this is not enough. The story still have some plotting and something doesn’t make sense when you think of story in ‘Darren Shan’ series.

I must admit that I don’t quite like this series (so far…) . However, I will tell you again when I finished Book 4. 🙂

Tagged , , , ,

Bec


(หน้าปกหนังสือฉบับตีพิมพ์ในสหรัฐอเมริกา)

แนว สยองขวัญ ผจญภัย แฟนตาซี

จริงๆ หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือเล่มที่ 4 ในชุด The Demonata (จ้าวปีศาจ) นะครับ ซึ่งในไทย หนังสือชุดนี้แปลออกมาแค่ 3 เล่มแรกครับ และน่าเสียดายที่ทางสำนักพิมพ์ก็ไม่ซื้อลิขสิทธิ์ต่ออีกเลย 😦 แต่ผมก็ถือโอกาสนี้ซื้อฉบับภาษาอังกฤษมาครับ และถึงแม้ความรู้กับทักษะทางภาษาอังกฤษของผมจะอ่อนแอแค่ไหน แต่เพื่อหนังสือที่ผมรักและติดใจก็ต้องตั้งใจอ่านครับ ถือเป็นการฝึกไปในตัวเลย ;p (ซึ่งเป็นเล่มที่สองแล้วที่ผมอ่านนิยายภาษาอังกฤษแบบนี้แล้วไปได้ด้วยดี) แม้จะมีคำบางคำไม่เข้าใจบ้างแต่ก็เดาๆไป แต่โดยรวมก็ยังอ่านรู้เรื่องบ้าง ^^

โดย Bec เป็นการเปิดตัวละครใหม่ของตัวละครชุดนี้คือเด็กหญิงชื่อ Bec เด็กกำพร้าที่จำเหตุการณ์ที่ตัวเองเกิดได้อย่างแม่นยำ และแม้จะไม่มีใครรวมถึงตัวเธอเองรู้ว่าเธอเป็นใครมาจากไหน แต่เธอก็ถูกเลี้ยงมาอย่างดีและฝึกฝนจนกลายมาเป็นนักบวชหญิงซึ่งมีเวทมนตร์คาถา ซึ่งที่ที่เธออาศัยอยู่นั้น มีเจ้าตัว Fomorii (อนึ่งว่าคล้ายๆกับปีศาจ) ซึ่งคอยรุกรานหมู่บ้านตอนกลางคืนทุกๆวันโดยเฉพาะช่วงหลังๆที่ผ่านมา จนกระทั่งวันหนึ่งมีเหตุการณ์ที่ทำให้เธอต้องออกนอกหมู่บ้านและพบกับเรื่องประหลาดใจมากมาย (ไม่เล่าเยอะครับ เดี๋ยวไม่มันส์)
เหตุการณ์ของหนังสือเกิดขึ้นที่ไอร์แลนด์ครับ ช่วงประมาณ คศ.400 ซึ่งนั่นก็เป็นเหตุผลที่ศาสนาคริสต์ยังไม่แพร่หลายเข้ามาในหนังสือเล่มนี้มากนัก รวมถึงเป็นเหตุการณ์แรกสุดของหนังสือชุดนี้ครับ นั่นเป็นเหตุผลว่าสำหรับใครที่ไม่เคยอ่านหนังสือชุดนี้มาก่อนก็สามารถอ่านเล่มนี้ได้ครับ แต่ผมแนะนำอย่างยิ่งว่าควรที่จะอ่านสามเล่มแรกมาก่อนเพื่ออรรถรสและความเข้ากันอย่างลงตัวของเหตุที่มาครับ ฮ่าๆ

ผมชอบเล่มนี้นะครับ ทั้งเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในยุคเก่า ทำให้บรรยากาศดูน่ากลัวๆแถมยังมีเสน่ห์แบบแปลกๆ รวมถึงความเชื่อมโยงกับสามเล่มก่อนหน้า ตัวละครบางตัว และบุคลิกของ Bec ที่ผมอยากให้เธอกลับมาเล่าต่อครับ (เริ่มชอบการเล่าเรื่องของกรับส์ในเล่ม 1 กับ 3 น้อยลงแล้ว ฮ่าๆ) อีกทั้งยังมีปมตลอดเรื่องเลยครับ ถึงแม้บางตัวละครจะคาดเดาได้ว่าจะเป็นแบบนี้ก็ตาม

สนุกและชอบครับ ผมว่าคนอ่านสามเล่มแรกมาแล้วชอบ น่าจะชอบเหมือนผมครับ

Tagged , , , ,

Waterloo Bridge (1940) วิมานรัก

แนว โรแมนติก ดราม่า ในช่วงสงคราม

เห็นหน้าปกแล้วตกใจ นึกว่าเป็นเรื่องวิมานลอยฉบับใหม่ซะอีก แถมชื่อไทยยังคล้ายกันอีก (สงสัยหนังที่นำแสดงโดยวิเวียน ลีห์ต่อไปถ้าไทยซื้อลิขสิทธิ์หนังออกมาเรื่องต่อไปอีกคงต้องมีชื่อ วิมาน… นำหน้าแน่ๆ (แอบคิดเล่นๆว่าถ้าเอา A Streetcar Named Desire มาลงแผ่นในไทย คงจะตั้งชื่อว่า วิมาน(?)ปรารถนา ) ยังดีที่จั่วหน้าปกว่าเป็นหนังของ Vivien Leigh เรื่องแรกหลังจาก Gone with the Wind (ที่จริงเรื่อง 21 Days มาก่อนนะครับ ฉายก่อนหน้าจากเรื่องนี้ห่างไม่ถึงเดือน แต่อย่างที่ว่านะครับ ไม่ใช่ลิขสิทธิ์แผ่นของ WB นิครับ ก็เลยขายดารากันซะหน่อย (ที่จริงมีโฆษณามาตั้งแต่ตัวอย่างหนังแล้ว) ) เอ๊ะ! นี่เราพล่ามอะไรเนี่ย

เข้าเรื่องดีกว่า เป็นเรื่องในช่วงสงครามโลกครั้งที่สองที่อังกฤษประกาศสงครามกับเยอรมันดีพอ ดี ทำให้บ้านเมืองกระสับกระส่าย จนวันหนึ่งขณะกำลังหนีไปที่หลบภัย รอย โครนิน (Robert Taylor – ในเรื่องไว้หนวดคล้ายๆ Clark Gable เลยแหะ แต่ดูเล็กๆกว่า) ก็ได้พบกับสาวระบำนาม ไมรา (Vivien Leigh) และตกหลุมรักกันทันที

แต่ไม่ใช่ว่าความรักของทั้งสองจะไม่มีอุปสรรคมาขวางกั้น เพราะมาดามที่สอนเธอเต้นระบำนั้นเข้มงวดกีดกันไม่ให้เธอไปพบกับรอย จนเธอต้องแอบหนีออกมา และทั้งสองได้ตัดสินใจแต่งงานกันในทันที ก่อนที่ฝ่ายชายจะไปรบในสงคราม แต่ก็เกิดเรื่องขึ้นอีก เมื่อรอยโดนเรียกตัวไปในสงครามทันที โดยไมราไม่ทันได้กล่าวลาอย่างเป็นพิธี เมื่อเวลาผ่านไปก็มีเรื่องบางอย่างเกิดขึ้น และดูท่าว่าความรักของทั้งสองอาจจะลงเอยไม่ได้ด้วยดี…

ตัวหนังนั้นสร้างมาจากบทละครของ Robert E. Sherwood นะครับ ซึ่งตอนแรกนั้นถูกทำออกมาเป็นหนังในปี 1931 มาก่อนแล้วนะครับ (ดูเหมือนฉบับเก่าจะมีตัวละครครบมากกว่า (รู้สึกว่าจะมี Bette Davis เล่นด้วย) แต่อันนี้ผมก็ไม่รู้นะครับ เพราะผมไม่เคยอ่านบทละครเรื่องนี้) แต่เรื่องนี้โด่งดังมากกว่า โดนเนื้อเรื่องตอนแรกจะเล่าถึงการประกาศสงครามกับเยอรมันในเดือนกันยายน ปี 1939 (หนังฉายปี 1940) ซึ่งสงครามยังโลกครั้งที่สองยังไม่จบเลยนะครับ

นับว่าแม้จะน้ำเน่าไปนิดตามประสาหนังโรแมนติก แต่พอดูจบแล้วนี่ประทับใจมากๆเลยล่ะครับ เสียดายตอนจบบอกไม่ได้ กลัวจะดูไม่สนุก แต่แหม… ซึ้งกินใจจริงๆ และแถมยังมีเพลง Auld Lang Syne แบบมีแต่ทำนองบรรเลงในบางฉากอีก ผมนี่ฟังแล้วคิดว่ามันเหมาะกับหนังจริงๆครับ แม้ว่าจะถูกร้องในฉากที่เศร้าๆก็ตาม (ความรู้สึกคล้ายๆกับ It’s Wonderful Life ทีเดียวแหละครับ)

เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องที่นักแสดงนำทั้งสองต่างบอกว่าเป็นหนังในดวงใจเลย ครับ (ถ้านับแค่หนังที่แต่ละคนเคยเล่นมา) โดนหนังยังได้ชิงออสการ์ 2 สาขาด้วยละครับ คือสาขากำกับภาพขาว-ดำ กับสาขาดนตรีประกอบดั้งเดิมยอดเยี่ยม (ถึงแม้จะพลาดรางวัลไป แต่ทั้งสองที่ได้รับการเสนอชื่อเข้าชิงนั้นก็ได้รางวัลในสาขาเดียวกันจาก เรื่องอื่นแทนครับ)

มีเกร็ดเล็กนิดหนึงครับ ฉากตอนบรรเลงเพลง Auld Lang Syne ที่พระเอกกับนางเอกเต้นรำกันในตอนแรกนั้น มีบทพูดระหว่างนั้นด้วยนะครับ แต่ปรากฎว่าไม่มีใครจำคำพูดที่ถูกได้ ผกก.ก็เลยตัดสินใจนาทีสุดท้ายว่าจะตัดบทพูดออก ก็เลยเป็นแบบอย่างที่เห็นนั่นแหละครับ และที่สำคัญหนังฉายในช่วงปีที่เกิดสงครามโลกครั้งที่สองอยู่ครับ แถมวันฉายรอบปฐมทัศน์เป็นวันที่ เนเธอร์แลนด์โดนเครื่องบินเยอรมันถล่มที่เมืองร็อตเตอร์ดัมอีก

ส่วนสะพานวอเตอร์ลูนั้นถูกตั้งชื่อเพื่อรำลึกถึงสงครามวอเตอร์ลู ที่อังกฤษและปรัสเซียชนะการรบกับจักรพรรดินโปเลียนที่ 1 ในเบลเยี่ยมครับ รายละเอียดส่วนลึกนั้นต้องไปอ่านเอาเองครับ (เห็นใจผู้น้อยที่ไม่ค่อยรู้เรื่องประวัติศาสตร์ด้วยเต๊อะ ) และสะพานนี้มีความหมายกับพระเอกนางเอกมากครับ เพราะอะไรนั้นต้องดูเอาเอง

สามดาวครึ่งครับ

3.5/5

ปล. Vivien Leigh ขวัญใจยายผมยังสวยเหมือนเดิมนะครับเรื่องเนี่ย ก่อนที่จะดูโทรม(แต่ยังสวย) ในเรื่อง A Streetcar Named Desire ต่อไป

Tagged , , , ,

Who’s Afraid of Virginia Woolf? (1966)

นี่ก็เป็นการพบกันครั้งแรก(บนจอหนัง)ของ Elizabeth Taylor กับ Richard Burton แต่ในระหว่างนั้นก็เป็นคู่แต่งงานในชีวิตจริงอยู่ด้วยซึ่งเข้ากับเนื้อเรื่องพอดี (ก่อนจะเลิกไปแล้วมาแต่งงานใหม่)

หนังเล่าถึงชีวิตของครอบครัวของจอร์จ (Richard Burton) และมาร์ธา (Elizabeth Taylor) ที่ดูจะมีปัญหากันหลังจากงานเลี้ยงของพ่อมาร์ธา โดยมาร์ธากลับบ้านพร้อมกับความเมามายจากงานเลี้ยง นอกจากนั้นเธอยังชวนครูและภรรยามาด้วย แต่เรื่องคงจะไม่เกิดขึ้น ถ้ามาร์ธาำไม่เริ่มพูดถึงเรื่องชีวิตครอบครัวของตนเองขึ้นมาทำให้จอร์จโกรธและอับอายแขก ทำให้เริ่มทะเลาะกันรุนแรงขึ้นเรื่อยๆด้วยเกมของจอร์จที่ตั้งขึ้นมา โดยมันไม่เพียงทำลายชีวิตครอบครัวของจอร์จและมาร์ธาเองเท่านั้น แต่รวมไปถึงแขกที่พวกเขาเชิญมาด้วย

หนังเรื่องนี้ดัดแปลงมาจากละครเวทีของ Edward Albee แล้วถูกดัดแปลงบทด้วยฝีมือของ Ernest Lehman ที่เคยดัดแปลงบท North by Northwest และ West Side Story มาแล้ว ทำให้หนังดูเข้มข้นขึ้น โดยในเรื่องทั้งหมดส่วนใหญ่แค่ใช้ฉากในบ้านของมาร์ธาและจอร์จ รวมถึงตัวละครที่มีแค่เจ้าบ้าน 2 คน และแขกเพียงแค่ 2 คนเท่านั้น รวมถึงกำกับโดยผู้กำกับ Mike Nichols ที่เขาเพิ่งจะกำกับหนังเรื่องนี้เป็นเรื่องแรกก่อนที่จะมีหนังนอกใจที่มีส่วนคล้ายกันอย่าง Closer ตามมาครับ

โดยชื่อหนังนั้นเป็นการล้อเลียนเพลง Who’s Afraid of Big bad Wolf? แล้วนำชื่อนักเขียน Virginia Woolf ใส่ลงไป ซึ่งในเรื่องถูกนำมาร้อง 3 ฉากซึ่งในแต่ละฉากก็จะสื่อถึงความหมายของเพลงที่นำมาใช้ในโอกาสที่แตกต่างกันออกไป

เรื่องนี้ชิงออสการ์ไป 13 สาขานะครับ รวมถึงสาขานักแสดงนำทั้ง 4 คนด้วยครับ ซึ่งฝ่ายที่ได้ก็คือฝ่ายหญิงทั้ง 2 คนนะครับ เรียกว่าเหมาะสมคู่ควรกับรางวัลออสการ์จริงๆ เพราะเล่นกันอย่างดุเดือดมากๆ

หนังสะท้อนให้เห็นถึงหลายๆอย่างของชีวิตครอบครัวนะครับ ถ้าคุณเิริ่มเข้าสู้ชีวิตคู่นั้นก็แปลว่าคุณต้องรักกันจริงๆ และไม่มีชีวิตคู่ไหนไม่มีปัญหาหรอกครับ ต้องมีทะเลาะกันบ้าง เพียงแต่ถ้าคุณรู้จักแก้ปัญหาโดยไม่ใช้วิธีรุนแรงและไม่ทำให้คนรอบข้างเดือดร้อน ชีวิตคู่ก็จะดีขึ้นเองครับ และก่อนจะมีลูกต้องตัดสินใจให้ดีๆก่อนครับ ไม่งั้นอาจพบกับผลที่ตามมาได้ ถ้าตัดสินใจยังไม่ถูกควรดูชีวิตคู่ของเรื่องนี้เป็นอุทาหรณ์สอนใจครับ

เกือบๆ 4 ดาวครับ

4/5

Tagged , , , , , , ,