City Lights (1931)

ภาพยนตร์ตลกอีกเรืองของนักแสดงตลก(รวมทั้งผู้กำกับ)ผู้ยิ่งใหญ่ Charlie Chaplin (หรือ Charles Chaplin)

เรื่องของชายพเนจร (ซึ่งจริงๆแล้วไม่ได้ชื่อนี้ แต่คนมักเรียกว่า The Tramp หรือ คนพเนจร) ที่เดินไปเดินมาในเมืองไปเรื่อยๆ จนไปเจอกับหญิงสาวขายดอกไม้ตาบอดคนหนึ่ง (Virginia Cherrill) ที่ทำให้เขาหลงรัก ต่อมาด้วยความบังเอิญเขาก็ได้เป็นเพื่อนของเศรษฐีชายขี้เมาผู้หนึ่ง และหลังจากสืบจนได้ความว่าหญิงตาบอดผู้นี้มีฐานะยากจน+ไม่มีเงินเพียงพอที่จะจ่ายค่าเช่า ทำให้เขาหาทางที่จะหาเงินมาโดยเร็วที่สุดมาให้ได้ แม้แต่การเก็บสิ่งปฏิกูลตามทาง การชกมวย หรือไปจนถึงการขโมย!

ตัวละครชายพเนจรของ Chaplin นั้น ไม่ได้แสดงให้เห็นว่าเรียกเสียงฮาได้อย่างเดียว เพราะจิตใจของชายผู้นี้เต็มไปด้วยความดี แม้จะเงอะงะ ทื่อๆหน่อยก็ตาม เขามีความมุ่งมั่นที่จะช่วยหญิงตาบอด และช่วยเศรษฐีจากการฆ่าตัวตาย จากความปรารถนาดีของ”ชายพเนจร”คนนี้

“เพราะพรุ่งนี้นกยังส่งเสียงร้อง” ประโยคที่ชายพเนจรพูดกับเศรษฐี ที่หมายถึง แม้แต่นก ซึ่งเป็นสัตว์ตัวเล็กๆ ทุกๆวันมันก็ยังส่งเสียงร้อง แม้ว่าชีวิตมันจะเป็นอย่างไรก็ตาม มันก็ยังส่งเสียงร้อง ไม่มีเรื่องของการฆ่าตัวตาย หรือท้อแท้ในชีวิต ต่างกับคนซึ่งเป็นสัตว์มีชีวิต”ชั้นสูง”ที่ถึงแม้จะมีสมองใหญ่กว่า แต่ก็กลับอยากจะฆ่าตัวตาย ไม่อยากอยู่ต่อสู้ชีวิต หลบหนีสังคม หนีปัญหาโดยวิธีการผิดๆ ฯลฯ มีปัญหามากมาย แต่สัตว์ที่เราเรียกว่า สัตว์ชั้น”ต่ำ” บางทีกลับยังมีสมองและความคิดมากกว่ามนุษย์เสียอีก สัตว์ชั้น”สูง”ยังชอบไปทำลายสัตว์ชั้น”ต่ำ”มากกว่าเลย เพราะฉะนั้น สัตว์ชั้น”สูง” บางทีก็น่าจะทำตัวและมีความคิดที่ดีๆหน่อยนะครับ อย่างเช่นการฆ่าตัวตาย เกิดมาในชีวิตหนึ่ง อย่าทำชีวิตสูญเปล่าไปกับการกระทำของเรา(หรือของคนอื่น)เพียงครั้งเดียว แต่ให้มองภาพกว้าง เปิดโลก เปิดวิสัยทัศน์ของคุณให้กว้างขึ้นอีกนิด มองการแก้ปัญหาต่อการกระทำของเรา การปรับปรุง แก้ไขในสิ่งต่างๆที่ผ่านมาแล้ว และคุณจะเห็นว่าโลกนี้มีอะไรตั้งหลายอย่างให้ทำอีกมากมาย

ต้องยอมรับครับว่าสมัยนี้หาหนังเก่าดูได้ยากมาก โดยเฉพาะหนังเงียบ แต่ในที่สุดผมก็ได้ดูเรื่องนี้เป็นหนังเงียบเรื่องแรก และหนังของ Chaplin เรื่องแรกอีก เพราะหนังแฝงตลกมากับท่าทางและการกระทำของชายพเนจร และมีเรื่องให้ซึ้งๆในตอนท้ายอีก รับรองว่าหนังเงียบ แต่ไม่เงียบทางอารมณ์และความฮาแน่นอน ในตอนจบ แม้จะไม่มีเสียงหรือคำพูดในเยอะแยะ แต่ก็ซาบซึ้งกินใจในอารมณ์และความรู้สึกได้พอสมควรครับ

ในตอนแรกที่หนังเริ่มสร้างนั้น เป็นช่วงยุคการมาของหนังมีเสียงครับ (ช่วงปี 1930) แต่ Chaplin ก็ตัดสินใจที่จะสร้างเป็นหนังเงียบครับ และใช้ดนตรีมาช่วยในเรื่องของอารมณ์แทน

หนังเรื่องนี้พิสูจน์ให้เห็นว่าหนังเงียบนั้นก็มีดีกว่าหนังบางเรื่องที่ถึงแม้จะมีเสียงแต่ก็ไม่ได้ช่วยอะไรเลย

5/5

Advertisements
Tagged , , , , , ,

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s

Advertisements
%d bloggers like this: